เรื่องเสียว ในห้างยามเย็น
ตัวฉันเองไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาเจออะไรแบบนี้ในห้างสรรพสินค้าที่เคยเดินเล่นตั้งแต่เด็ก เซ็นทรัลสาขานี้ฉันจำทุกซอกทุกมุมได้หมด ตั้งแต่ร้านขายขนมปังหน้าแรกลงมาจนถึงบันไดเลื่อนที่จะพาขึ้นไปดูหนัง ช่วงที่เรียนอยู่ปีสามแบบนี้ ฉันมักจะมากับเพื่อนสนิทตอนเลิกเรียน เพื่อเดินดูเสื้อผ้า กินไอศกรีม แล้วก็กลับหอ แต่ครั้งนี้ฉันมาแค่สองคนกับปิ่น เพื่อนร่วมห้องที่ชอบชวนไปไหนมาไหนตลอด
ปิ่นมันบอกว่าวันนี้อยากมากินข้าวที่ร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นสาม เพราะได้ยินว่าเดี๋ยวนี้มีเมนูใหม่ เป็นข้าวหน้าดิบราดซอสสูตรพิเศษที่กำลังอินเทรนด์ในหมู่นักศึกษามหาลัยแถวนี้ ฉันไม่ได้คิดอะไรก็เดินตามมันไป เพราะวันนี้เสาร์ เย็นแล้วก็ไม่มีอะไรทำ ฉันใส่เสื้อยืดสีขาวธรรมดากับกางเกงยีนส์ขายาว ไม่ได้แต่งตัวอะไรมากมาย เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็แค่กินข้าวกับปิ่นแล้วก็กลับหอ แต่มันก็มาพลิกตรงที่เราสองคนนั่งกินกันไปได้สักพัก ปิ่นก็ชี้ไปทางโต๊ะข้าง ๆ
ผู้ชายคนหนึ่งนั่งกินข้าวคนเดียว เขาสูง ผิวสองสีใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีกรมท่าแบบพับแขนขึ้น ผมดำตัดสั้นเกรียนแบบเด็กกิจกรรมที่ชอบทำผมทรงนี้กัน เขาดูอายุประมาณรุ่นพี่หรืออาจจะรุ่นเดียวกันกับเรา ปิ่นมันกระซิบบอกฉันว่า “คนนั้นเพื่อนพี่ชายกูเอง เรียนมหาลัยเดียวกับเราแต่คนละคณะ เค้าเป็นเด็กธรรมศาสตร์เหมือนกันนะ” ฉันแอบเหลือบมองเขา เขาก็กำลังกินข้าวต้มเส้นใส่หมูสับ คิ้วของเขาตกหนักและดั้งจมูกโด่งเป็นสัน
ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดอะไรต่อนอกจากพยักหน้าให้ปิ่นแล้วก็กินข้าวต่อ แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาฉันพอดี ฉันตกใจรีบก้มหน้าหลบ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงแปลก ๆ ในวินาทีนั้น ปิ่นมันร้องขึ้นมาเลย “อ้าว! มึงมากินคนเดียวเหรอ” เขาพยักหน้าให้ปิ่น แล้วก็ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหนา ๆ ที่วางอยู่ข้างจานขึ้นมา กดอะไรสักอย่าง
ปิ่นชวนเขาให้มานั่งด้วยกันที่โต๊ะฉัน เพราะบอกว่าเดี๋ยวต้องสั่งของกินเล่นเพิ่มอีก เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น ถือจานข้าวของตัวเองมา แล้วก็นั่งลงข้าง ๆ ฉันซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่ปิ่นนั่ง เขาแนะนำตัวว่าชื่ออาร์ม เรียนคณะสถาปัตย์ ปีสี่ พี่รหัสของพี่ชายปิ่นนั่นแหละ ปิ่นคุยกับเขาเรื่องเรียนและกิจกรรม ส่วนฉันนั่งเงียบ ๆ รู้สึกว่ามุมโต๊ะเล็กเกินไป แขนของเขาที่วางอยู่ใกล้ข้อศอกฉัน แอบสัมผัสกันเป็นครั้งคราว
เวลาผ่านไปประมาณชั่วโมงกว่า ปิ่นบอกว่าเดี๋ยวต้องไปส่งงานที่คณะอาจารย์สั่งไว้ก่อน แล้วก็ชวนฉันกลับด้วยกัน แต่ฉันรู้สึกว่ายังไม่อยากกลับเท่าไหร่ อาร์มเขาก็พูดขึ้นมา “เดี๋ยวผมนั่งเล่นกับน้องต่อก็ได้ครับ ปิ่นไปก่อนเลย” ปิ่นมองหน้าฉันตาหวาน ๆ แล้วก็บอกว่า “งั้นเดี๋ยวมึงมากับพี่อาร์มเลยนะ กูรีบ” ฉันพยักหน้าตอบตกลงแบบไม่ค่อยเต็มเสียง แต่จริง ๆ ลึก ๆ ก็รู้สึกตื่นเต้น
พี่อาร์มพาฉันเดินลงบันไดเลื่อนมาชั้นสอง ที่เป็นโซนขายหนังสือและเครื่องเขียน เขาหยุดที่หน้าร้านเครื่องเขียน แล้วก็หยิบปากกาด้ามหนึ่งขึ้นมาดู ก่อนจะยื่นให้ฉัน “น้องชอบเขียนการ์ตูนหรือเปล่า ดูเหมือนคนเขียนเก่งนะ” ฉันเขินนิดหน่อยตอนที่รับปากกามา มือเราแตะกันแวบหนึ่ง เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วก็เดินนำไปทางมุมที่มีคนน้อย
ตรงมุมขายอัลบั้มรูปกับกรอบรูป มีโซนที่นั่งเล็ก ๆ สำหรับลูกค้าที่อยากนั่งเลือกสินค้า พี่อาร์มชวนฉันนั่งลงตรงโซฟาตัวเตี้ยที่ตั้งอยู่ด้านในจนพ้นสายตาพนักงาน เขานั่งถัดจากฉัน ระยะห่างแค่เกือบติดกัน แล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป “น้องสวยนะ วันนี้ใส่เสื้อสีขาวแบบนี้จับต้องง่ายดี” ฉันขมวดคิ้วงง ๆ แต่พี่เขาก็ยกมือขึ้นมาลูบที่แขนเสื้อฉันเบา ๆ
“พี่ทำอะไรน่ะ” ฉันเอ่ยถามเสียงเบา มือยังถือปากกาอยู่ในกำมือ เขาไม่ตอบ แต่เลื่อนมือจากแขนเสื้อมาที่ต้นขาฉัน มืออุ่น ๆ ค่อย ๆ ลูบผ่านผ้ายีนส์ ฉันเกร็งไปทั้งตัว แต่ก็ไม่คิดจะผลักมือเขาออกไป เพราะความรู้สึกบางอย่างมันแล่นไปทั่วร่างกาย จนเริ่มรู้สึกปวดหน่วงที่หน้าท้องต่ำ
พี่อาร์มกระซิบข้างหู “หรือน้องอยากรู้ว่าผู้ชายที่โตกว่าน้องสักสามสี่ปี เค้าคิดอะไรกับน้องกับเพื่อนน้องแบบไหน” ลมหายใจอุ่น ๆ รดที่ติ่งหูฉัน ฉันกลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกว่าขนลุกทั้งตัวแต่ก็หนาวและร้อนในเวลาเดียวกัน ความเงี่ยนนี่มันเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ไม่ใช่แค่สมอง แต่ในท้องน้อยมันปั่นป่วน รู้สึกคันยุบยิบ
เขาเอื้อมมือมาที่กระเป๋ากางเกงยีนส์ของฉัน นิ้วเรียวยาวสอดเข้าช่องกระเป๋าจนเนื้อนิ้วแตะผิวต้นขาผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ ที่อยู่ใต้ซิป “น้องรู้สึกตัวสั่นเลยนะเนี่ย” เขาพูดแล้วยิ้มมุมปาก ก่อนจะดึงมือออกแล้วจับข้อมือฉันไว้แทน เขาพาฉันลุกขึ้น แล้วเดินจูงมือไปทางบันไดหนีไฟที่มีป้ายบอกว่าห้ามเข้าโดยเด็ดขาด
ประตูเหล็กหนักบานนั้นเปิดออกด้วยแรงของเขา กลิ่นฝุ่นกับควันบุหรี่เก่า ๆ ลอยมาแตะจมูก บันไดแคบ ๆ สองคนยืนได้พอดี ไฟฉุกเฉินสลัวให้แสงอ่อน แทบมองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาของกันและกัน เขาดึงฉันเข้าไปแล้วปิดประตูล็อคเกลียวจากข้างใน “กลัวไหมน้อง” เสียงของเขาแหบเล็กน้อย ฉันรู้สึกหัวใจเต้นเร็วเท่ากับตอนสอบ แต่ในหัวกลับคิดถึงแต่สัมผัสเมื่อกี้ที่มือเขาลูบต้นขาฉัน
พี่อาร์มผลักฉันให้หลังชนกำแพงกระเบื้องเย็นเฉียบ เขาประคองใบหน้าฉันด้วยมือสองข้าง ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดที่มุมปากฉันเบา ๆ เหมือนจะทำอะไรบางอย่าง ผมของเขาหอมกลิ่นแชมพูผสมกับกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ระหว่างที่เขาก้มลงมากระซิบ “พี่เงี่ยนน้องตั้งแต่ตอนเดินลงบันไดแล้ว รู้ตัวไหม” แล้วเขาก็ซุกหน้าลงไปที่ข้างคอของฉัน
ริมฝีปากของเขากดลงบนเส้นเอ็นที่คอฉัน ปากดูดเบา ๆ จนรู้สึกเสียวแปล๊บไปถึงกระดูกสันหลัง ลิ้นร้อนของเขาค่อย ๆ เลียจากลำคอขึ้นมาจนถึงติ่งหู มือของฉันจับที่แขนเสื้อเขาไว้แน่น หายใจถี่จนแทบเป็นลม เสียงของตัวเองในลำคอกลายเป็นเสียงครางเบา ๆ ที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป
เขาถอยหลังออกมาเล็กน้อย มือของเขาจับที่เอวฉัน แล้วดันเสื้อยืดสีขาวขึ้นทีละน้อย จนเห็นผิวหน้าท้องที่เริ่มแดงระเรื่อด้วยความร้อนของตัวเอง “อย่า… มันจะขาด” ฉันรีบดึงเสื้อลง แต่เขากลับหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะปล่อยมือแล้วหันไปเปิดประตูเหล็ก ช่องว่างระหว่างประตูกับวงกบเปิดออกราวห้านิ้ว ลมเย็นจากห้างพัดเข้าหน้าฉัน
“พาไปที่อื่นดีกว่า” เขาพูด แล้วก็จับมือฉันเดินออกจากบันไดหนีไฟกลับเข้าไปในห้าง มือของเขาจับมือฉันแน่นเดินนำผ่านร้านหนังสือ ร้านขายเครื่องสำอาง ผ่านผู้คนมากมายที่เดินไปมาจนถึงประตูทางออกด้านทิศใต้ ที่จอดรถด้านนั้นเริ่มมืดแล้ว รถยนต์สองสามคันจอดอยู่ ไฟจากเสาสูงส่องสลัวพอให้เห็นหน้ากันชัดเจน
เขาพาฉันไปที่รถกระบะคันหนึ่ง สีแดงเข้ม หลังคาสูง ด้านข้างมีสติกเกอร์ติดคณะสถาปัตย์ เขาเปิดประตูด้านผู้โดยสารแล้วปิดให้ฉันนั่ง ก่อนจะเดินอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ ภายในรถเย็นเพราะเปิดแอร์ทิ้งไว้ เสียงเครื่องยนต์ครางต่ำเขาดับเครื่องเพื่อประหยัดน้ำมัน แต่เปิดกระจกให้ลมผ่านเข้ามาแทน
เขาหันมามองฉันแล้วยิ้ม “น้องกลัวจนตัวสั่นเลยเหรอ” เสียงของเขาทุ้มนุ่ม มือเขามาวางที่เข่าฉันอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่เกรงใจ บีบเบา ๆ ก่อนจะเลื่อนสูงขึ้นไปใต้ชายกระโปรงที่ฉันเผลอยกขึ้นตอนนั่ง เขาลูบผิวต้นขาเปลือยที่ไม่มีถุงน่องหุ้ม “ผิวเนียนดีนะ”
ฉันตอบอะไรไม่ออกนอกจากเปิดขาออกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เขาหยุดมือแล้วมองหน้าฉัน ก่อนจะหัวเราะออกมาดัง “น้องนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ” แล้วเขาก็โน้มตัวเข้ามาจูบที่ริมฝีปากฉัน จูบแรกแห้งนิดแต่ก็อุ่นแปลกดี มือของฉันวางบนไหล่เขา ปลายนิ้วเกาะผ้าเสื้อเชิ้ตแน่น เขาพยายามแทรกลิ้นเข้ามาในปากฉันเมื่อฉันเผยอปากรับ จนร่างกายทั้งตัวชาไปหมด
เขาลากมือจากต้นขาขึ้นมาที่เอว หนีบผิวผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ แล้วนิ้วของเขาก็ดันเข้าสอดใต้ขอบกางเกงยีนส์ เพื่อแตะขอบกางเกงในที่ฉันใส่เป็นผ้าฝ้ายธรรมดา ปลายนิ้วของเขาแตะผมบาง ๆ ที่หัวหน่าวฉัน ฉันสะดุ้งโหยง แต่เขาก็จับข้อมือฉันไว้แน่น
“น้องห้ามขยับนะ ไม่งั้นพี่จะเย็ดน้องบนรถคันนี้เลย” เขาพูดเสียงเรียบแต่มั่นคง ดวงตาของเขาจ้องมองฉันไม่กะพริบ ฉันรู้ได้เลยว่าเขาพูดจริง ตอนนั้นในหัวโล่งไปหมด ร่างกายตอบสนองด้วยการปล่อยให้ความเสียวไหลผ่านเกือบทุกเส้นประสาท หลังของฉันเกร็งเมื่อเขาสอดนิ้วสองนิ้วเข้าไปในกางเกงในของฉัน เนื้อนิ้วของเขาสัมผัสกับร่องเปียกชื้นที่ชุ่มโชกด้วยความต้องการ
เสียงของเขากระซิบข้างหูพร้อมกับลมหายใจอุ่นที่ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว “นี่น้องเปียกขนาดนี้เลยเหรอ” นิ้วของเขาค่อย ๆ ขยับเลื่อนไปตามแนวร่องหว่างขา แตะเบา ๆ ที่จุดที่กำลังชุ่มชื้นที่สุด ฉันกัดริมฝีปากตัวเองแน่นไม่ให้ส่งเสียง แต่ร่างกลับสั่นน้อย ๆ เมื่อปลายนิ้วเขาเริ่มวนเป็นวงกลมบนปากหีของฉันผ่านผ้าบางของกางเกงใน
“พี่… ตรงนี้มัน…” ฉันพยายามจะพูดอะไรสักอย่างแต่เสียงมันแห้งผากกลับไปหมด เขาหัวเราะในลำคอแล้วใช้ปลายนิ้วเสียบเข้าที่ขอบกางเกงใน ดึงผ้าฝ้ายบางให้ตึงขึ้นจนเห็นแนวของร่องชัดเจนในแสงสลัว
“เงียบไว้ เดี๋ยวคนผ่านมาเห็น” เขาพูดเสียงแผ่ว ขณะที่มืออีกข้างยกขึ้นมากุมที่ต้นคอของฉันไว้แน่น กดให้ฉันนั่งนิ่ง “น้องไม่อยากให้ใครมาเห็นว่าพี่กำลังทำอะไรอยู่บนรถคันนี้ใช่ไหม”
ฉันแค่พยักหน้าแบบไร้สติรับ มือของฉันจับที่เบาะรถแน่นจนข้อเท้าสีขาวโพลน เขาสอดนิ้วผ่านขอบกางเกงในลงไปแตะที่เนื้อหีของฉันโดยตรง ความร้อนและความชื้นของตัวเองถ่ายเทไปที่ปลายนิ้วของเขา ฉันรู้สึกราวกับว่าหัวใจกำลังจะกระโดดออกมาจากอก
“เปียกและอุ่นดีจริง ๆ” เขาพูดพร้อมกับค่อย ๆ สอดนิ้วกลางเข้าไปในช่องทางด้านล่างของฉัน การสอดเข้ามาเพียงแค่ข้อแรกของนิ้วก็ทำให้ฉันต้องแอ่นหลังลอยจากเบาะ ความเสียวมันแล่นขึ้นมาจากก้นถึงหัวสมอง
“พี่…พี่อย่าเพิ่ง…” ฉันรีบเอ่ยปากทั้งที่ตัวสั่นเทา แต่เขากลับสอดนิ้วเข้าไปจนสุดข้อสองข้อพร้อมกัน เนื้อนิ้วของเขากว้างและยาวกว่าที่ฉันเคยสัมผัสกับตัวเองมาก ลากผ่านผนังด้านในของช่องคลอดที่กำลังบีบรัดรับด้วยความเคยชินจากการช่วยตัวเองของฉัน
“ทำไมล่ะ น้องต้องการขนาดนี้” เขาหยอกด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นเย้าแหย่ นิ้วของเขาค่อย ๆ ขยับถูไถช้า ๆ ตามจังหวะที่ทำให้ฉันค่อย ๆ คลายความกังวลลงทีละนิด ฉันรู้สึกว่าตัวเองเริ่มปล่อยตามจังหวะนั้นแล้ว แม้ในใจจะคิดว่ามันเร็วเกินไป
“อือ…” เสียงครางต่ำ ๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคอโดยไม่ทันตั้งตัว เขาดึงนิ้วออกมาแล้วดูดปลายนิ้วที่เปียกของเสียจากหีฉันเข้าไปในปากของเขาช้า ๆ ดวงตาของเขายังจ้องมองฉันไม่ละ
“รสชาติดี น้องคงไม่ได้กินอะไรหวาน ๆ ก่อนมาพบพี่ใช่ไหม” เขาพูดติดตลกในขณะที่ปลดกระดุมกางเกงตัวเองออก ฉันเห็นความตึงของกางเกงในสีดำที่อัดแน่นอยู่ข้างใน และเมื่อเขาลดมันลงมา ควยของเขาก็ดีดขึ้นมาอย่างอิสระ มันใหญ่กว่าที่ฉันคิดไว้ตั้งแต่ต้นมาก หัวควยของเขามันวาวในที่มืดเพราะหยาดน้ำใส ๆ ที่เริ่มซึมออกมา
“ขนาดนี้…มันเข้าหรือเปล่าคะ” ฉันหลุดปากพูดความจริงออกไป เขาหัวเราะอีกครั้งแล้วเลื่อนเบาะรถให้เอนลงเล็กน้อย “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพี่ทำให้มันเข้าเอง”
แล้วเขาก็ดึงฉันขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักของเขาโดยที่กางเกงยีนส์ของฉันยังสวมอยู่แต่เปิดซิปเอาไว้ ฉันนั่งคร่อมเขาจนร่างแนบชิด ควยของเขาตั้งตรงอยู่ระหว่างขาของฉัน กดทับผ่านผ้ากางเกงในบางเฉียบ ฉันรู้สึกได้ถึงความแข็งและร้อนของมันแม้จะยังไม่เสียบเข้าไป
เขาจับเอวฉันแล้วขยับสะโพกให้ถูไถไปมาตามลำควยของเขาผ่านเนื้อผ้า การเสียดสีแบบนั้นทำให้ฉันเสียวจนต้องจับบ่าเขาไว้แน่น “น้องลองขยับเองดูสิ ตามที่รู้สึก”
ฉันเผลอทำตามโดยไม่รู้ตัว ขยับก้นทับลำควยของเขาไปมา ผ่านผ้ากางเกงในที่เริ่มเปียกชุ่มจนเห็นรอยนูนของหัวควยเขา ความต้องการทางเพศในตัวฉันตอนนี้มันรุนแรงจนฉันเกือบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองอยู่ในลานจอดรถของห้างกลางเมืองที่มีผู้คนเดินผ่านด้านหลังกระจกฝ้าเพียงไม่กี่เมตร
“พี่…ดิฉันเสียวมากเลย…” ฉันบอกเขาด้วยเสียงสั่น แต่เขากลับไม่ตอบอะไร แค่ใช้มือดึงกางเกงในของฉันออกจากกันด้านหนึ่งแล้วใช้ปลายควยแตะที่ปากหีของฉันโดยตรง พอเนื้อของเขาแตะกับเนื้อของฉันที่เปียกแฉะอยู่แล้ว ความร้อนก็ถ่ายเทมาอย่างชัดเจน
“น้องจะให้พี่เย็ดไหม” เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาทันที แววตาที่จ้องมองฉันตอนนี้มีแต่ความต้องการที่แท้จริง ไม่มีการเล่นละครอีกแล้ว
ฉันตอบกลับไปด้วยการโน้มตัวลงมาจูบที่ปากของเขา แล้วค่อย ๆ ยกสะโพกลงช้า ๆ สอดรับกับหัวควยของเขาที่เริ่มเสียบเข้าที่ปากหีของฉัน ความรู้สึกตอนที่หัวควยเริ่มดันเข้าไปในช่องนั้นเป็นเหมือนกับไฟช็อตที่แล่นไปทั่วร่าง ฉันหยุดทันทีเมื่อมันเข้าประมาณแค่ส่วนหัว รู้สึกตึงแน่นจนเกือบจะเจ็บ
“น้องผ่อนนะ… หายใจลึก ๆ” เขาจับเอวฉันไว้แล้วใช้มืออีกข้างลูบหลังให้คลายความตึง การสัมผัสนั้นช่วยได้จริง ๆ ฉันค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจและลดสะโพกลงอีกหน่อย ควยของเขาค่อย ๆ สอดเข้าไปลึกขึ้นทีละนิด จนสุดท้ายฉันก็รู้สึกว่าตัวเองนั่งทับมันจนมิด เส้นผ่าศูนย์กลางของควยเขายัดแน่นอยู่ในตัวฉันจนแทบไม่มีช่องว่าง
เขารออยู่นิ่ง ๆ ให้ฉันปรับตัวสักพักก่อน แล้วจึงเริ่มขยับสะโพกขึ้นลงช้า ๆ มือของเขาลูบไปตามแผ่นหลังของฉันผ่านเนื้อเสื้อ การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งทำให้ของเหลวที่สะสมอยู่ด้านในเริ่มไหลออกมาเปื้อนต้นขาของฉันและตักของเขา เป็นเสียงดังอืด ๆ ทุกครั้งที่ก้นกระทบกัน
“น้องดูดควยพี่เก่งมาก” เขาเอ่ยชมในขณะที่เริ่มขยับเร็วขึ้นตามจังหวะที่ฉันเริ่มขยับก้นรับเอง ฉันแนบหน้าลงบนไหล่ของเขา สูดกลิ่นน้ำหอมและกลิ่นกายของเขาที่ผสมปนเปกับกลิ่นเหงื่ออ่อน ๆ ความเสียวตอนนี้มันท่วมท้นจนฉันไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว
“เงี่ยนแล้วใช่ไหม” เขาถามในขณะที่มือเลื่อนมาจับที่ก้นของฉันและบีบเบา ๆ ก่อนจะใช้แรงดึงให้ฉันขยับเร็วขึ้นอีก จังหวะของเขาบีบคั้นจนลมหายใจของฉันขาดเป็นห้วง ๆ
“ใช่…ดิฉันเงี่ยนมากเลยพี่” ฉันตอบรับด้วยความจริงใจในตอนนั้น ไม่มีความเขินอายเหลืออยู่ในหัวอีกแล้ว เหลือเพียงความต้องการที่จะให้เขาทำต่อและไม่หยุด
เขาคว้าผมของฉันที่รวบไว้หลวม ๆ แล้วดึงให้ฉันเงยหน้าขึ้นสบตา “ถ้าอย่างนั้นก็เย็ดกันให้เสียวจนน้องจำวันนี้ไปอีกนานเลยนะ” เขาพูดจบก็เปลี่ยนท่าให้ฉันนอนลงกับเบาะที่นั่งที่เอนเต็มที่แล้ว และเขาก็ก้มลงมาจูบที่ลำคอของฉัน ขณะที่ยังเสียบควยไว้ข้างในและขยับด้วยท่วงท่าที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ
เสียงรถที่จอดอยู่ข้าง ๆ ดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟส่องผ่านกระจกด้านหลังเป็นจังหวะที่เขากำลังกระแทกเข้าใส่ฉันเต็มแรง จังหวะนั้นฉันได้แต่หลับตาแน่นและกัดปากตัวเองจนชาเพราะกลัวว่าจะร้องออกมาดังเกินไป
แสงไฟจากรถคันข้างๆ ส่องสว่างจ้าผ่านกระจกหลัง ทำให้ฉันเห็นเงาของเราสองคนที่กำลังขยับเป็นจังหวะเดียวกัน ควยของเขาเสียบเข้าออกในหีฉันช้าๆ แต่หนักแน่น เหมือนจงใจให้ฉันจดจำทุกมิลลิเมตรของความรู้สึกนั้น ฉันได้แต่กำเบาะที่นั่งแน่น ตัวสั่นเทาด้วยความเสียวที่ท่วมท้น
“อีกนิดเดียวนะ…” เขากระซิบข้างหูฉัน เสียงแหบพร่าด้วยความต้องการ ขณะเดียวกันก็เร่งจังหวะเร็วขึ้น จนฉันรู้สึกว่าหัวใจจะวาย ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในกระจก เห็นแววตาที่บ้าคลั่งและร้อนแรงไม่แพ้ฉัน
ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าสะโพกฉันยกขึ้นรับเขาตามจังหวะโดยอัตโนหกรรม กล้ามเนื้อหน้าท้องเกร็งตัวเป็นปม ความเสียวเริ่มแล่นจากปลายเท้าขึ้นมาจนถึงขั้วหัวสมอง ฉันกลั้นหายใจไม่ทันแล้ว
“เสียว… เสียวแล้วพี่…” ฉันพึมพำแทบไม่เป็นภาษา อีกมือหนึ่งกอบโกยเม่นของเขาจนหนังหัวแทบขาด เขาคว้าหมับที่ข้อมือฉันแล้วกดลงกับเบาะ กัดฟันกระแทกแรงขึ้นเรื่อยๆ
จังหวะที่แสงไฟจากรถคันหน้าเคลื่อนผ่านมาอีกครั้งพอดีกับที่ฉันถึงจุดเสียว ฉันไม่สามารถระงับเสียงร้องได้อีกต่อไป เสียงครางเหมือนคนถูกทรมานดังลอดไรฟันออกมา ตัวฉันเกร็งสั่นรุนแรงราวกับถูกไฟช็อต
เขายังไม่หยุด กลับซอยควยถี่ขึ้นในขณะที่หีฉันกำลังบีบรัดตัวเขาอย่างบ้าคลั่ง น้ำจากในตัวฉันไหลทะลักออกมาเปียกเบาะไปหมด เขาก้มลงมาจูบที่ไหล่ฉันและก่นคำหยาบคายอยู่ข้างหู
หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เขาก็รวบตัวฉันเข้ามาแนบอกแน่น แล้วส่งเสียงคำรามต่ำๆ ขณะที่ปล่อยน้ำควยร้อนๆ เข้าไปข้างในจนฉันรู้สึกได้ถึงความอุ่นที่แผ่ซ่าน นั่นยิ่งทำให้ฉันเกร็งเสียวอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
เราทั้งคู่หายใจหอบหนักเหมือนเพิ่งวิ่งมาราธอนมา เหงื่อของฉันเหนียวติดกับแผงอกของเขา รถคันข้างๆ ขับออกไปแล้ว ทำให้รอบตัวเงียบลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจของเรา
เขานอนนิ่งอยู่บนตัวฉันสักพัก ก่อนจะค่อยๆ ถอนตัวออกอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกว่างเปล่าในหีหลังจากที่โดนเสียบอัดแน่น ทำให้ฉันรู้สึกใจหายแปลกๆ ฉันยังคงนอนขี้เกียจไม่ยอมขยับ
เขาลุกขึ้นไปเปิดประตูรถเพื่อสูดอากาศเย็นก่อนจะหยิบทิชชู่ยื่นให้ฉัน “เช็ดตัวก่อนนะ เดี๋ยวเย็นไม่สบาย” เขาบอกเสียงเรียบ แต่แววตาที่มองฉันยังอ่อนโยนอยู่ ฉันรับทิชชู่มาเฉยๆ ใจนึงก็อยากให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปอีก
พอฉันเริ่มตั้งสติได้ ความรู้สึกผิดก็เริ่มคืบคลานเข้ามาแบบเนิบช้า เราทั้งคู่ต่างก็รู้ว่าเราเป็นแค่คนที่บังเอิญมาเจอกันที่ห้าง ความสัมพันธ์ครั้งนี้มันไม่มีความหมายอะไรนอกจากความต้องการทางกายที่เราทั้งคู่มีให้กันและกันในตอนนั้น
เขานั่งลงข้างๆ ฉัน แล้วเอื้อมมือมาจับมือฉันไว้ “น้องจะโอเคไหม?” เขาถาม น้ำเสียงที่ฟังดูเป็นห่วงทำให้ฉันเกือบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่
“โอเคค่ะ” ฉันตอบเสียงเบา พร้อมกับดึงมือออกมาอย่างสุภาพ “งั้นดิฉันไปล้างหน้าก่อนนะคะ” ฉันรีบแต่งตัวและเปิดประตูรถออกมาเดินเรื่อยเปื่อยไปทางห้องน้ำของห้างที่ตอนนี้เริ่มมีคนน้อยลงแล้ว
ฉันยืนมองเงาของตัวเองในกระจกจนน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะเสียใจ ไม่ใช่เพราะผิดหวัง แต่เป็นเพราะฉันเพิ่งตระหนักว่าตัวเองพลัดหลงไปไกลแค่ไหนในความต้องการที่มันบ้าคลั่งและไร้เหตุผล
กลับมานั่งที่รถอีกครั้ง เขาก็ยังนั่งรออยู่ ไม่ได้ถามอะไรอีก ฉันเดินเข้าไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ แล้วเราก็ขับออกจากห้างนั้นด้วยความเงียบตลอดทาง จนกระทั่งเขาจอดส่งฉันที่ปากซอย
ก่อนลงจากรถ เขาหันมามองตาแล้วพูดสั้นๆ “ดูแลตัวเองด้วยนะ” ฉันพยักหน้าเก็บคำพูดมากมายไว้ในใจ แล้วลงจากรถเดินกลับบ้านโดยที่ขาสั่นไปหมด
และนี่คือเรื่องราวของฉันในเย็นวันนั้นที่ห้างกลางเมือง ไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจหรือน่าจดจำ แต่เป็นประสบการณ์ที่สอนให้ฉันรู้ว่าความเงี่ยนและความเสียว มันทำให้คนเราทำอะไรโดยไม่ยั้งคิดได้มากมายขนาดไหน
ถ้าถามว่าฉันเสียใจไหม… ก็คงไม่เชิง แต่ถ้าถามว่าจะทำอีกไหม… ฉันก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะสุดท้ายแล้วหัวใจคนเรามันก็มีด้านมืดที่เราไม่อยากยอมรับ และบางที การยอมรับว่ามันมีอยู่ มันก็แค่นั้นแหละค่ะ อย่าตัดสินกันด้วยช่วงเวลาสั้นๆ ของคนที่กำลังหลงทางเลยนะครับ
ติดตามอ่านเรื่องเสียวได้ทุกวันได้ที่เรื่องเสียวๆ ยอดฮิตจาก SAWSTORY.COM

Leave a Reply