เมื่อพี่สะใภ้กับน้องสามีต้องอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ความรู้สึกที่ห้ามไว้ก็ปะทุ ตอนนั้นฉันชื่อจูน อายุยี่สิบเจ็ด สามีชื่อกันอายุสามสิบ เป็นช่างเครื่องเรือประมง ออกทะเลทีหนึ่งเดือนกว่าๆ ส่วนไตรน้องชายแท้ๆ ของกันอายุยี่สิบห้า เพิ่งเลิกกับแฟนสาวที่คบกันมาตั้งแต่เรียนจบ เลยต้องมาพักอยู่บ้านเราชั่วคราว
บ้านเราอยู่ติดแม่น้ำแถวสมุทรสงคราม ไม้ทั้งหลังใต้ถุนสูง ยุคเก้าสิบๆ บ้านเรือนยังไม่เต็มไปด้วยคอนกรีต ฉันดูแลบ้านคนเดียวมาตลอดสองปีแรกที่แต่งงานกันไม่เคยมีปัญหา แต่พอไตรย้ายเข้ามากลับเหมือนมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป
วันแรกที่ไตรยกกระเป๋ามาวางที่ห้องนอนข้างๆ กัน เขาทำหน้าเศร้าๆ คิดถึงแฟนเก่า ฉันก็ปลอบตามประสาพี่สะใภ้ บอกว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่ไตรมองฉันด้วยสายตาแบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
ผ่านไปสองอาทิตย์ ไตรเริ่มปรับตัวได้ ฉันทำกับข้าวให้กินทุกมื้อ ตอนกลางวันเรานั่งดูทีวีด้วยกัน ตลกกันบ้าง เถียงกันบ้างเรื่องละครหลังข่าว มันเริ่มมีความรู้สึกบางอย่างที่เกินกว่าน้องสามีพี่สะใภ้
เย็นวันหนึ่งไตรกลับมาจากซื้อของที่ตลาด ตัวเปียกฝน เสื้อยืดสีขาวติดเนื้อจนเห็นกล้ามเนื้อชัดเจน ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวกำลังหั่นผัก เห็นแล้วใจสั่น “เดี๋ยวพี่เอาผ้าขนหนูให้” ฉันรีบเดินไปหยิบให้ ไตรรับไปแล้วสบตาฉันยาวนานเกินจำเป็น
คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ เสียงฝนตกปรอยๆ กลบเสียงลมหายใจของตัวเองที่ถี่ขึ้น ฉันเริ่มสังเกตว่าทำไมต้องเลือกเสื้อผ้าสวยๆ เวลาอยู่กับไตร ทำไมต้องแต่งหน้าแม้จะแค่อยู่บ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้นไตรเดินมานั่งข้างๆ ขณะฉันกำลังชงกาแฟ “พี่จูนครับ” “อะไรจ๊ะ” “พี่สวยจังเลยนะครับ เวลาอยู่บ้านแบบนี้” คำพูดของเขาทำให้มือฉันชะงัก หันไปมองหน้า “บ้าไปแล้วเหรอ พูดอะไรแบบนั้น” แต่ในใจกลับรู้สึกดีจนบอกไม่ถูก
กลางคืนฉันนอนกอดหมอนข้าง คิดถึงสามี แต่กลับนึกถึงหน้าน้องสามี เสียงหัวเราะ ความอบอุ่นเวลาที่เราใกล้ชิดกัน มันผิดใช่ไหม แต่ทำไมฉันถึงห้ามความรู้สึกนี้ไม่ได้
ผ่านไปหนึ่งเดือน ไตรกับฉันสนิทกันมากขึ้น เวลาสามีโทรมาทางโทรศัพท์บ้าน ฉันคุยกับกันด้วยน้ำเสียงปกติ แต่พอวางสายแล้วสบตากับไตร กลับรู้สึกผิดมากมาย
คืนวันศุกร์ฉันกับไตรนั่งกินเบียร์กันที่ระเบียงหลังบ้าน ลมโกรกเย็นสบาย ไตรเริ่มเมาเล็กน้อย “พี่จูนครับ” “ครับ” “ผมชอบพี่นะ รู้ตัวไหม” ฉันหัวเราะกลบเกลื่อน “ชอบพี่ในฐานะอะไรล่ะ” “ในฐานะผู้หญิงที่ผมอยากดูแล” น้ำเสียงของไตรนิ่งและจริงจัง
ฉันรู้ว่านาทีนั้นคือจุดเปลี่ยน หัวใจเต้นแรงจนแทบจะได้ยิน “อย่าพูดแบบนี้นะไตร กันเป็นพี่ชายคุณนะ” “ผมรู้ แต่ผมก็ห้ามใจไม่ได้” ไตรจับมือฉันแน่น ฉันไม่ได้ดึงออก
คืนนั้นเราจูบกันครั้งแรกที่ระเบียงหลังบ้าน ริมฝีปากอุ่นๆ ของไตรประกบลงมา ฉันหลับตาและปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปกับความรู้สึกที่ห้ามไว้เนิ่นนาน
หลังจากวันนั้นทุกอย่างเปลี่ยนไป เราแอบมองกัน แอบยิ้มให้กัน ฉันทำกับข้าวแล้วคอยชิมให้เขากินก่อน ต่างคนต่างรู้ว่ากำลังเดินไปไหน แต่ก็ไม่พูดตรงๆ
เย็นวันอาทิตย์อากาศร้อนจัด ฉันใส่เสื้อกล้ามตัวบางนั่งพัดวีไตรนั่งดูอยู่ไม่ห่าง “พี่จูนครับ วันนี้ร้อนจัง” “อือ ร้อนมาก” “ผมคิดถึงพี่จังเลย” ไตรพึมพำเบาๆ จนฉันได้ยิน
ฉันย้ายไปนั่งข้างเขา ใกล้กันจนไหล่ชนกัน ไตรเอามือโอบเอวฉันไว้ ฉันไม่ขัดขืน “เรากำลังทำอะไรกัน” ฉันถามตัวเองแต่ก็ไม่ได้ห้าม
กลางคืนที่ห้องนอนของฉัน ไตรเดินเข้ามาหลังจากเคาะเบาๆ ฉันนอนรอเขาอยู่แล้ว “พี่จูน” “อือ” ไตรลงมานอนข้างๆ แล้วหอมแก้มฉันเบาๆ ก่อนจะเลื่อนลงมาที่คอ
ฉันห้ามใจไม่ไหวอีกต่อไป ร่างกายตอบสนองกับสัมผัสของน้องสามีอย่างรุนแรง ไตรถอดเสื้อของฉันออก ช้าๆ มองตากันแล้วถามว่า “พี่แน่ใจนะ” “อือ” ฉันตอบเสียงแทบจะไม่ออก
ค่ำคืนนั้นไตรเย็ดฉันอย่างดูดดื่ม ควยแข็งของเขาสอดใส่หีที่กำลังอูมชุ่มไปด้วยน้ำเงี่ยน ฉันร้องออกมาด้วยความเสียวที่ทวีขึ้นทุกจังหวะที่เขาเสียบเข้า บนเตียงไม้เก่าที่สั่นคลอน
“แรงๆ เลยไตร เย็ดพี่แรงๆ เลย” ฉันกระซิบข้างหูเขา ขณะที่ไตรกระแทกจนกลีบหีของฉันถูกเสียดสีจนแดงเรื่อ น้ำเงี่ยนไหลเปรอะไปถึงผ้าปูที่นอน เสียงเนื้อกระทบกันดังสลับกับเสียงครางของเรา
ไตรดูดแตดของฉันจนฉันแทบคลั่ง น้ำแตกออกมาทีละครั้งสองครั้ง ขนหมอยเปียกชุ่มไปด้วยน้ำของทั้งคู่ เขาเลียหีฉันอย่างเอาเป็นเอาตายก่อนจะจับฉันขึ้นคร่อมแล้วอมควยอุ่นๆ ของเขา
เมื่อเขาแตกในตัวฉันครั้งแรก ฉันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ทะลักเข้ามา มันทั้งผิดและดีเกินบรรยาย ฉันกอดเขาแน่น คิดในใจว่าฉันกลายเป็นอะไรไปแล้ว
หลังจากนั้นเรามีอะไรกันอีกหลายครั้ง ทั้งในบ้าน ในห้องน้ำ ในสวนหลังบ้านที่กลางดึก ทุกครั้งที่เสร็จฉันรู้สึกผิด แต่พออยู่ใกล้กันก็ฝืนไม่ไหว
เดือนที่สองผ่านไป กันโทรมาบอกว่าจะกลับถึงบ้านวันพฤหัสบดีนี้ ฉันกับไตรตกใจ รีบทำความสะอาดบ้าน จัดการหลักฐานทุกอย่าง แต่ในใจฉันไม่รู้จะเผชิญหน้ากับสามีอย่างไร
คืนก่อนกันกลับ ฉันนอนกอดไตร ร้องไห้เงียบๆ “เราต้องหยุดแค่นี้” ฉันบอกไตร เขากอดฉันแน่น “ผมรู้ครับ แค่คืนนี้ก็พอ”
เช้าวันพฤหัสบดีกันกลับถึงบ้าน ฉันกับไตรยืนรอรับด้วยสีหน้ายิ้ม แต่ในใจสับสน กันลงจากรถกระบะด้วยรอยยิ้มกว้าง กอดฉันแล้วหอมแก้ม “คิดถึงจังเลยเมีย” แล้วก็หันไปกอดน้องชาย
วันแรกกันกลับมาทุกอย่างดูปกติ แต่กลางคืนตอนเราจะนอนกันบอกว่า “วันนี้จูนแปลกๆ ไม่ยอมสบตาเราเลย” ฉันนิ่งอึ้ง ตอบอะไรไม่ออก
คืนนั้นเราไม่ได้มีอะไรกัน ฉันบอกปวดหัวแล้วหันหลังให้กัน กันไม่ว่าอะไรแค่กอดจากด้านหลัง แต่ฉันร้องไห้ทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้นกันนั่งกินข้าวกับผมกับไตรที่โต๊ะ “มีอะไรค้างคาใจกันหรือเปล่า” ถามตรงๆ ฉันกับไตรเงียบ “ผมรู้ว่ามีอะไร” กันพูดเสียงเรียบ “ไม่ต้องปิด”
ฉันน้ำตาไหลก่อนจะเล่าทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ปิดบังแม้แต่นาทีที่เรามีอะไรกัน กันนั่งฟังเงียบๆ สีหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาแดงก่ำ
ไตรทรุดตัวลงคุกเข่า “ผมผิดเองครับพี่ อย่าโทษพี่จูนเลย” กันลุกขึ้น เดินไปที่บันได แล้วเงียบอยู่นานก่อนจะพูดว่า “ให้เวลาฉันคิด”
สามวันต่อมากันเรียกฉันกับไตรไปนั่งคุยกัน “เรารักกันใช่ไหม” กันถามด้วยน้ำเสียงที่สงบมาก ฉันส่ายหน้าแต่ก็ยอมรับ “เราผิดเอง” “ฉันก็ผิด” ไตรเสริม
“ฉันอยากให้ครอบครัวเราอยู่ด้วยกันต่อไป” กันพูด “แต่ถ้าจะอยู่ต่อ ต้องไม่มีอะไรแบบนี้อีก จูนคือเมียฉัน และไตรคือน้องชายฉัน” ฉันกับไตรรับปาก
ฉันเลือกที่จะซื่อสัตย์กับสามี ทั้งๆ ที่รู้ว่าความไว้ใจอาจไม่กลับมาเหมือนเดิม แต่ฉันจะพยายามทุกทาง กันให้โอกาสฉันเพราะรัก
เวลาผ่านไปสามเดือน ไตรเริ่มกลับมาเจอเพื่อนเก่า มีคนแนะนำสาวคนหนึ่งชื่อแพร เพื่อนของเพื่อนที่ทำงานธนาคาร ฉันกับกันเห็นแววตาไตรที่เริ่มสดใสอีกครั้ง
ฉันช่วยไตรจัดชุดไปเดทแรก บอกเคล็ดลับการจีบสาว สังเกตว่าเขายิ้มกว้างขึ้น กันเห็นแล้วก็ยิ้มตาม “ดีแล้วที่เห็นน้องมีความสุข” กันบอกฉันแล้วกุมมือฉันไว้
ไตรคบกับแพรผ่านไปสองเดือนก็พามาแนะนำให้รู้จัก แพรเป็นคนน่ารัก อ่อนโยน ฉันรู้สึกดีใจแทนไตรจริงๆ และในใจก็รู้ว่าที่ผ่านมามันเป็นแค่ทางผ่านของความรู้สึกสับสน
คืนวันแต่งงานของไตรกับแพร ฉันนั่งมองพวกเขาแลกแหวนด้วยน้ำตาคลอเบ้า กันมากระซิบข้างหู “ดีใจด้วยนะที่เราผ่านมันมาได้” ฉันหันไปมองสามี ขอบคุณเขาที่ไม่ทิ้งกัน
งานเลี้ยงเลิก ฉันกับกันกลับบ้าน คืนนั้นเรามีอะไรกันด้วยความรู้สึกที่อบอุ่นและปลอดภัย ฉันรู้ว่านี่แหละคือที่ที่ฉันควรอยู่ ฉันเลือกแล้ว และจะไม่เสียใจ
วันนี้เวลาผ่านไปเป็นปี ไตรกับแพรย้ายไปอยู่ที่อยุธยา มีลูกด้วยกันคนหนึ่ง ฉันกับกันไปเยี่ยมบ่อยๆ ทุกครั้งที่เห็นไตรยิ้มกับครอบครัวใหม่ ฉันก็ยิ้มตาม
เคยมีอยู่วันหนึ่งตอนไปเที่ยวบ้านไตร เราเหลือกันสองคนตอนแพรพาลูกไปเดินเล่น ไตรมองฉันแล้วยิ้ม “ขอบคุณนะพี่จูน ที่ทำให้พี่ชายผมไม่เสียบ้านไป” ฉันยิ้มตอบ “เราทุกคนเลือกทางของตัวเองได้”
กันรู้ว่าฉันกับไตรเคยรักกันแบบผิดๆ แต่ทุกวันนี้เขามั่นใจในตัวฉัน เราไม่ได้ปิดบังอะไรอีกแล้ว ความไว้ใจกลับคืนมาทีละนิด แต่แน่นหนากว่าเดิม
บางครั้งฉันนึกถึงวันเก่าๆ ภาพตอนที่เราเผลอไผลในคืนร้อนๆ ยามที่สามีไม่อยู่ มันเป็นความทรงจำที่ฉันไม่อยากลบ แต่ก็ไม่อยากหวนกลับไปอีก
ตอนนี้ฉันอายุสามสิบแล้ว กันก็สามสิบสาม ไตรแต่งงานมีครอบครัว ทุกอย่างดีขึ้นเรื่อยๆ เราได้บทเรียนว่ารักแท้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกชั่ววูบแต่มันคือการเลือกที่จะอยู่ด้วยกันแม้มันจะยาก
ฉันกับกันนั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านหลังเดิม มองแม่น้ำไหลผ่าน มือกุมมือกัน “ขอบคุณนะที่เข้าใจ” ฉันบอกสามี เขาหันมาจูบผม “รักเธอเสมอ”
นี่คือเรื่องจริงของฉัน ที่เกิดขึ้นในบ้านไม้ใต้ถุนสูงริมแม่น้ำสมุทรสงคราม เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน วันนี้มันเป็นแค่ความทรงจำ แต่ก็เป็นบทเรียนที่สอนให้ฉันรู้ว่าบางครั้งความผิดพลาดก็ทำให้เราเติบโตและรักกันมากขึ้นได้
ฉันไม่ได้ภูมิใจในสิ่งที่ทำ แต่ฉันภูมิใจที่เราสามารถแก้ไขมันได้ด้วยกัน ครอบครัวนี้ยังอยู่ และจะอยู่ต่อไป รักแท้ไม่ได้วัดกันที่ความไม่ผิดพลาด แต่มันวัดกันที่การให้อภัยและการเริ่มต้นใหม่ต่างหากล่ะ

Leave a Reply