ม่านมิติต้องมนตร์

🔤 ขนาดตัวหนังสือ:
💬 LINE𝕏
📖 คุณกำลังอ่าน: เรื่องเสียว 18+ หมวดหมู่ เรื่องเสียว ประสบการณ์จริงอ่านฟรีที่ ThaiXTale


ตอนที่ 1

ลมหายใจหอบหนักของลลินดังอยู่ในลำคอ เธอกระชับสายกระเป๋าเป้ที่คล้องไหล่แน่นขึ้น มองข้ามไหล่ตัวเองไปยังตรอกมืดที่เพิ่งวิ่งออกมา เงาร่างสูงใหญ่สามคนยังคงตามติดไม่ห่าง แสงนีออนสีชมพูจากป้ายร้านเหล้าริมถนนสะท้อนกับพื้นเปียกชื้นหลังฝนตก กลิ่นขยะเน่าและควันธูปลอยคละคลุ้ง

“บ้าจริง… ทำไมต้องเป็นคืนนี้” เธอพึมพำ เร่งฝีเท้าเข้าซอยแคบ ขาเรียวในกางเกงยีนส์ขาดเข่าเคลื่อนไหวรวดเร็ว รองเท้าผ้าใบสีขาวกระแทกพื้นน้ำขังกระเซ็น ใบหน้าหวานคมที่ปกติสงบนิ่งราวกับนักศึกษาแพทย์ปีหกที่ชินกับความกดดัน บัดนี้เต็มไปด้วยเหงื่อและความกลัว

หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของชายแปลกหน้าที่พยายามฉุดเธอขึ้นรถตู้สีดำกลางลานจอดรถยังดังก้องในหู เธอสลัดมือพวกมันได้อย่างเฉียดฉิว แต่พวกมันไม่ยอมเลิกรา ลลินวิ่งเลี้ยวเข้าไปในซอยตัน เจอรั้วสังกะสีสูงบังหน้า

“มึงวิ่งเก่งนี่วะ” เสียงแหบห้าวดังมาจากปากซอย ชายฉกรรจ์สามคนค่อยๆ เดินเข้ามา คนหนึ่งถือผ้าเช็ดหน้า ผิวหน้าทะมึน ดวงตาวาววับด้วยเจตนาร้าย “หยุดเถอะ จะได้ไม่เจ็บตัว”

ลลินหันซ้ายหันขวา หัวใจหล่นวูบ เธอถอยหลังจนหลังชนกำแพงอิฐมอญเย็นเฉียบ มือสั่นเทาควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง แต่ก่อนที่จะได้หยิบขึ้นมา นิ้วมือหนายึดข้อมือเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก

“อยู่นิ่งๆ เถอะน้องสาว” ชายคนนั้นกระซิบ กลิ่นเหล้าและบุหรี่ตลบอบอวล ใบหน้าสากกระด้างเข้ามาใกล้ แววตาหื่นกระหายจ้องมองหน้าอกอิ่มที่สู้เสื้อเชิ้ตสีขาวบางๆ จนเห็นรอยเว้าของบรา

ลลินสะบัดตัวสุดแรง ดิ้นรนพลางกรีดร้องให้คนช่วย เสียงเธอดังกลบเสียงฝนที่เริ่มโปรยปรายอีกครั้ง แต่ซอยเปลี่ยวไร้ผู้คน ชายอีกคนคว้าเอวเธอไว้ มือหนาลูบไล้สะโพกผายผ่านเนื้อผ้ายีนส์หยาบๆ ลลินขนลุกซู่ ความขยะแขยงแล่นปะทะความกลัว

ทันใดนั้นเอง แสงประหลาดสีทองวาบขึ้นจากอกของเธอ ตรงตำแหน่งจี้หินสีม่วงคล้ายอเมทิสต์ที่แม่แท้ๆ ทิ้งไว้ให้ก่อนเสียชีวิต จี้ร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลน ลลินร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แสงทองขยายตัวจนกลืนกินทุกอย่างรอบตัว

เสียงกรีดร้องของชายทั้งสามดังแทรกเข้ามาในความว่างเปล่า แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ทุกอย่างเงียบสนิท ร่างของลลินลอยคว้างอยู่ในความมืดมิดที่เต็มไปด้วยเส้นสายพลังงานสีม่วงหมุนวน เธอรู้สึกเหมือนถูกฉีกกระชากออกจากโลกเดิม ร่างทุกส่วนเจ็บแสบราวกับถูกไฟเผาไหม้จากภายใน

ความรู้สึกหนักอึ้งกระแทกเธอลงบนพื้นหญ้าแข็งๆ กลิ่นดินชื้นและโอโซนแปลกปลอมตลบอบอวล ลลินลืมตาช้าๆ พลันสะดุ้งสุดตัวเมื่อพบว่าท้องฟ้าเบื้องบนไม่ใช่ท้องฟ้าที่คุ้นเคย พระจันทร์สองดวงลอยเด่น หนึ่งดวงสีเงินเย็นตา อีกดวงสีม่วงอมแดงทอดแสงประหลาดลงมาบนทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา

“นี่มัน… ที่ไหน…” เธอกัดฟันข่มความเจ็บปวดที่ยังวนเวียนอยู่ตามข้อต่อ ดันกายลุกขึ้นนั่ง มองรอบตัวอย่างมึนงง ป่าไม้สูงใหญ่รูปร่างบิดเบี้ยวเหมือนในภาพวาดแฟนตาซีทอดตัวอยู่ไกลๆ อากาศเย็นจัดผิดฤดู ลมแรงพัดเส้นผมยาวเหยียดสีดำสนิทปลิวระส่ำ เสื้อเชิ้ตบางเฉียบแทบไม่ช่วยอะไร

เสียงหอนเห่าของสัตว์ดุร้ายดังมาจากทิศเหนือ ลลินรีบคว้ากระเป๋าเป้ที่กระเด็นตกอยู่ข้างตัว เปิดดูจนเจอไฟแช็กอันเล็กที่พกติดตัวเป็นประจำ เธอจุดไฟส่องรอบกาย พบว่าตัวเองอยู่กลางพื้นที่โล่ง ล้อมรอบด้วยก้อนหินเรืองแสงสีฟ้าอ่อน เรียงตัวเป็นวงกลมเหมือนพิธีกรรม

หัวใจเธอเต้นแรงอีกครั้งเมื่อเห็นเงาร่างทอดยาวจากชายป่า เธอรีบปิดไฟแช็กหมอบต่ำ ลมหายใจแทบหยุด ดวงตากลมโตจ้องเขม็ง เงาร่างสองสามร่างเคลื่อนไหวแผ่วเบาราวกับนักล่า ก่อนจะเผยตัวภายใต้แสงจันทร์คู่ พวกมันคืออสูรรูปร่างคล้ายหมาป่าตัวมหึมา ขนสีดำสนิท รอบตัวมีไอสีม่วงคลุ้ง ดวงตาสีแดงเรืองรองจับจ้องมาที่เธออย่างหิวกระหาย

“วิ่ง…” เสียงภายในหัวตะโกนสั่ง ลลินไม่รอช้าอีกแม้แต่วินาที เด็มหญิงที่บาดเจ็บพุ่งตัวเข้าไปในป่า กิ่งไม้เล็กๆ บาดผิวแก้มและแขนขาวเนียนเป็นรอยแดง น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความกลัวและสับสน เธอไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ยังคงหลงเหลือความหวังว่าสักครู่จะตื่นจากฝันร้ายประหลาดนี้

แต่อสูรหมาป่าไม่ได้หายไปไหน เสียงหายใจฟึดฟัดของพวกมันดังใกล้เข้ามาหา กลิ่นเนื้อมนุษย์ปลุกสัญชาตญาณนักล่าให้ตื่นตัวเต็มที่ ตัวหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นกลางอากาศ ขากรรไกรกว้างอ้าค้าง เป้าหมายคือต้นคอขาวระหงของหญิงสาว

ลลินเห็นเงาดำทะมึนไล่บดบังแสงจันทร์ตรงหน้า เธอหลับตาแน่น ร่างทั้งร่างเตรียมรับความตาย แต่แล้วเพียงเสี้ยววินาที เปลวไฟสีส้มทองพุ่งตัดอากาศราวกับสายฟ้าแลบ กระทบร่างอสูรกลางลำตัวจนกระเด็นลอยหายไปพร้อมเสียงร้องโหยหวน กลิ่นเนื้อไหม้ตลบอบอวล

เธอลืมตาขึ้นทันใด ร่างหนึ่งยืนเด่นอยู่ตรงหน้า อีกสองอสูรที่เหลือถอยกรูดส่งเสียงขู่คำรามต่ำ เปลวไฟยังคงลุกเรืองอยู่ที่ปลายดาบยาวของผู้มาใหม่ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผมสีดำยาวรวบครึ่งศีรษะ ใบหน้าคมสันราวกับรูปปั้นกรีก ดวงตาเรียวคมสีเทาเงินสะท้อนแสงจันทร์ เขาสวมเสื้อเกราะหนังสีเข้มเข้ารูป แผงอกกว้าง เอวสอบ ขายาวกำยำในกางเกงผ้าเนื้อดีรัดรูป ดาบยาวในมือมีเปลวไฟสีส้มหมุนวนราวกับมีชีวิต

“อยู่ข้างหลังข้า” น้ำเสียงทุ้มลึกสั่งการเรียบๆ ลลินได้ยินชัดเจนแม้ใจยังสั่น เธอคลานถอยหลังไปพิงต้นไม้ใหญ่ ปลายคางสั่นระริก ดวงตากลมจับจ้องแผ่นหลังกว้างของชายนิรนาม

อสูรทั้งสองพุ่งเข้าพร้อมกันจากคนละทิศทาง ชายหนุ่มหมุนตัวอย่างคล่องแคล่วราวกับนักร่ายรำ ดาบเพลิงตวัดเป็นวงกว้าง วาดลายไฟไว้กลางอากาศ อสูรตัวแรกถูกฟันขาดสองท่อน เลือดดำกระเด็นเปื้อนพื้นดิน ส่วนอีกตัวหลบได้เฉียดฉิว แต่กรงเล็บคมยังตวัดเข้าที่สีข้างของชายหนุ่ม เขาเบี่ยงตัวหลบ มีเพียงรอยข่วนตื้นที่เสื้อเกราะขาดเผยให้เห็นผิวแน่นสีแทนและร่องกล้ามท้องแข็งแรง

“ตายซะ” เขากระซิบเย็นชา ก่อนปล่อยดาบพุ่งตรงราวกับหอกเพลิง ปักอกอสูรตัวสุดท้ายทะลุหลัง มันร้องโหยหวนแล้วล้มลง กลายเป็นเถ้าถ่านปลิวว่อนในพริบตา

ชายหนุ่มหันมามองลลินที่สั่นเทา สายตาเรียบนิ่งแต่ลึกซึ้ง เขาก้าวเข้าไปหาช้าๆ ปลอกดาบเก็บเข้าฝักด้านหลัง ก่อนย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกับเธอ ลลินเห็นดวงตาสีเทาเงินคู่นั้นชัดเจน ราวกับเห็นภาพสะท้อนของท้องฟ้ายามรุ่งสาง

“เจ้ามาจากไหนกัน” เขาถามเสียงแห้งพร่า แววตาจับจ้องเสื้อผ้าแปลกถิ่นของเธอ “จี้ที่คอเจ้า… มันพาเจ้ามา”

ลลินก้มมองจี้หินสีม่วงที่ตอนนี้เรืองแสงจางๆ คล้ายกับหายใจอยู่ เธอยกมือขึ้นแตะมันเบาๆ ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดแล่นเข้าสู่ปลายนิ้ว “ฉัน… ฉันไม่รู้… ฉันแค่ถูกคนไล่ทำร้าย แล้วจู่ๆ ฉันก็มาอยู่ที่นี่”

ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังประเมินสถานการณ์ จากนั้นยื่นมือหนากร้านมาข้างหน้า “ธารา นักรบแห่งตระกูลนาคาเพลิง เจ้าอยู่ในป่าต้องห้ามไลแลคัล ถ้าไม่อยากตาย ตามข้ามา”

ลลินมองมือที่ยื่นให้ เปื้อนคราบเลือดดำและเขม่าควัน แต่กลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด เธอเอื้อมมือจับมันช้าๆ ฝ่ามือเธอนุ่มนวลกว่ามากเมื่อเทียบกับผิวหยาบกร้านที่โอบกุมนิ้วเรียวของเธอไว้ ธาราออกแรงดึงร่างเธอขึ้นยืนอย่างนุ่มนวล แต่แววตายังคงระแวดระวัง

ทั้งคู่เดินทางลัดเลาะผ่านป่าทึบ ลมเย็นพัดมากระทบผิวเนื้อที่เปียกเหงื่อและน้ำฝนอีกครั้งจนลลินจามเสียงดัง ธาราหยุดฝีเท้าแล้วปลดผ้าคลุมสีดำหนาออกจากบ่า ส่งให้เธอโดยไม่พูดอะไร ลลินรับมาแต่โดยดี ยังคงสั่นสะท้านจากทั้งความหนาวและเหตุการณ์รุนแรงที่เพิ่งผ่านมา

“ข้าไม่ควรพาเจ้าออกนอกเส้นทางป้องกัน” เขาพูดเสียงเรียบขณะเดินนำ “แต่ค่ายที่ใกล้ที่สุดคือหมู่บ้านริมธารน้ำดำ ห่างจากนี้ครึ่งคืน หากไปไม่ทันรุ่งสาง อสูรระดับสูงอาจได้กลิ่นเลือดพิเศษของเจ้า”

“เลือดพิเศษ?” ลลินทวนคำอย่างงุนงง

ธาราหยุดชั่วขณะ หันมามองเธอราวกับกำลังชั่งใจ “เจ้าไม่รู้ตัวจริงๆ หรือว่าเลือดของเจ้ามีกลิ่นที่ทำให้มอนสเตอร์คลุ้มคลั่ง”

ลลินหน้าซีดเผือด มือบางกุมจี้ที่คอแน่นขึ้น ความจริงมากมายถาโถมจนเธอแทบทรงตัวไม่อยู่ ธาราไม่พูดอะไรต่อ ก่อนจะหันไปมองเงาดำที่เคลื่อนไหวไกลๆ ผ่านต้นไม้สูงตระหง่าน คิ้วเข้มขมวดกวดกันแน่น

“อยู่นิ่งๆ” เขากระซิบพลางดันร่างเธอแนบชิดกับลำต้นไม้ใหญ่ แผงอกกว้างบดบังร่างบางของเธอไว้จนมิด ลมหายใจร้อนรินรินแผ่วข้างกกหู ลลินตัวเกร็ง รู้สึกได้ถึงไออุ่นจากแผ่นอกและความแข็งของกล้ามเนื้อที่ทาบทับผ่านเนื้อผ้า พวงแก้มเรียวร้อนผ่าวขึ้นมาทั้งที่หัวใจยังเต้นระส่ำ

จากมุมมองของเธอเงยขึ้นเพียงเล็กน้อยก็เห็นกรามสวยและซอกคอระหงของนักรบหนุ่ม กลิ่นกายหอมคล้ายสนน้ำมันกับควันไฟรางๆ ชวนให้ใจเต้นแปลกประหลาดยิ่งกว่าเดิม เธอกลั้นหายใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของบางสิ่งที่ใหญ่กว่าอสูรหมาป่านักเดินผ่านไปใกล้เพียงไม่กี่คืบ ลมเย็นเฉียบจากร่างของสิ่งนั้นแผ่ซ่านจนขนอ่อนตามแขนเธอลุกชู

ท่ามกลางความเงียบที่บีบหัวใจ มือหนาของธาราเลื่อนมาบังริมฝีปากอิ่มของเธออย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าแม้แต่เสียงหายใจจะทรยศ พอร่างประหลาดจากไปไกล เขาก็ถอยออกช้าๆ สีหน้าเคร่งเครียด

“เป็นยักษ์เฝ้าป่าทางใต้” เขากระซิบตอบคำถามที่เธอยังไม่ทันได้เอ่ย “รีบเถอะก่อนมันวกกลับ”

ทั้งคู่เร่งฝีเท้าต่ออย่างเงียบเชียบ ลลินเดินตามธาราไปอย่างจำนนเพราะไม่มีทางเลือก สมองของเธอพยายามประมวลผลทุกอย่าง ตั้งแต่การถูกลักพาตัวเมื่อหัวค่ำ แสงวาบจากจี้แม่ การปรากฏตัวในโลกที่มีจันทร์สองดวง ไปจนถึงอสูรดุร้ายและนักรบลึกลับตรงหน้าที่ช่วยชีวิตเธอไว้

ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่า แสงเรืองสีฟ้าจากดอกไม้เล็กๆ ริมทางยิ่งทวีความสว่างขึ้น ลลินอดไม่ได้ที่จะมองดูด้วยความทึ่งในความงามประหลาด แม้จะยังคงปวดหนึบที่ข้อเท้าจากการวิ่งหนี ใบหน้าหวานเปื้อนคราบดินและเหงื่อ แต่ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอด

“ที่นี่… มีคนอาศัยอยู่เยอะไหม” เธอถามทำลายความเงียบ

ธาราไม่ตอบในทันที ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว “มากพอสำหรับเจ้า แต่ไม่อาจไว้วางใจใครง่ายๆ ได้ หากมีใครรู้ว่าเจ้ามาจากที่ใดและมีเลือดแบบไหน เจ้าจะกลายเป็นสินค้าราคาแพงในตลาดมืด”

คำพูดนั้นทำให้ลลินตัวเย็นวาบ เธอคิดถึงใบหน้าหยาบช้าของชายที่พยายามฉุดเธอขึ้นรถตู้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และตระหนักว่าอันตรายในโลกใบนี้มีมากกว่าเป็นสิบเท่า

ทันใดนั้น แสงสีม่วงจากจี้ก็พลันวาบวาบสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงสั่นความถี่ต่ำดังมาจากข้างหน้า ลลินชะงักเท้า ธารากุมดาบไว้แน่น ดวงตาสีเทาเงินจับจ้องไปยังบึงน้ำดำขนาดใหญ่ที่โผล่พ้นพุ่มไม้เบื้องหน้า ผิวน้ำกระเพื่อมเป็นวงกว้างราวกับมีบางสิ่งกำลังโผล่พรวดขึ้นมาจากก้นบึง

เส้นไอน้ำสีม่วงลอยคลุ้งเหนือผิวน้ำ มือสีซีดอมม่วงข้างหนึ่งยืดยาวผิดมนุษย์พุ่งขึ้นคว้าขอบตลิ่งก่อนจะดันร่างทั้งร่างขึ้นสู่ผิวน้ำ เสียงผืนน้ำแตกกระจายดังราวกับระเบิด ร่างสูงทะมึนของชายคนหนึ่งที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเกล็ดสีดำสนิท ยืนเด่นอยู่กลางแสงจันทร์ เขาสวมเกราะอกเนื้อโลหะสีม่วงเข้ม กางเกงหนังรัดรูป บนใบหน้าคมกริบมีรอยสักสีเงินพาดจากขมับลงมากราม ดวงตาสีม่วงเรืองรองด้วยอำนาจมืด

“ธารา… ข้าได้กลิ่นของนางจากไกล” เสียงทุ้มเย็นเยียบดังก้อง “ส่งเด็กสาวคนนั้นมาให้ข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

ธาราไม่ตอบคำ กดร่างลงในท่าเตรียมต่อสู้ เปลวไฟที่ปลายดาบลุกโหมแรงขึ้นจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวด้วยความร้อน ลลินยืนนิ่งราวกับถูกมนตร์สะกด สายตาประสานกับดวงตาสีม่วงของชายแปลกหน้าเพียงเสี้ยววินาทีก็รู้สึกราวกับสมองถูกบีบรัด

“วิ่งหนีตรงเข้าไปในพงไม้ข้างหน้า ห้ามหันหลังกลับ” ธาราสั่งเสียงเข้มข้น ปลายดาบชี้ตรงไปยังศัตรูตรงหน้า

ลลินยืนลังเล เห็นเงาของชายเกล็ดดำยกมือขึ้น ลำแสงสีม่วงก่อตัวเป็นวงเวทกลางฝ่ามือ ความรู้สึกแย่ๆ พุ่งพล่านในอกเหมือนตอนที่ถูกชายฉกรรจ์ไล่ล่า แต่คราวนี้มันรุนแรงยิ่งกว่า เธอกัดฟันข่มความกลัว แล้ววิ่งขึ้นไปบนตลิ่งลาดเอียง พุ่มไม้หนามครูดผิวขาเนื้อนุ่มจนเป็นรอยแดงเลือดซิบ เธอไม่สนใจความเจ็บปวดอีกต่อไป

เสียงปะทะกันของดาบและเวทมนตร์ดังกัมปนาทเบื้องหลัง พื้นดินสั่นสะเทือน แสงไฟสีส้มและม่วงปะทะกันสว่างวาบราวกับฟ้าฝ่าในคืนเดือนหงาย ลลินได้ยินเสียงตะโกนของธาราและเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกของชายเกล็ดดำ ก่อนจะเงียบหายไปอย่างน่าขนลุก

เธอหยุดวิ่งเมื่อเข้าไปลึกในป่าอีกด้าน ทรุดกายลงกับโคนไม้ใหญ่ หอบหายใจแรง เจ็บแปลบที่อก ศีรษะปวดหนึบราวกับถูกบีบจากภายใน มือบางยกขึ้นกุมศีรษะ ภาพนิมิตแปลกประหลาดผุดขึ้นตรงหน้า ภาพชายผมยาวสีเงินสวมเกราะสีม่วงเข้มคนเดียวกัน ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของวิหารใหญ่ มือข้างหนึ่งกุมแก้มของหญิงสาวผมดำที่ใบหน้าคล้ายเธออย่างน่ากลัว

“ลลิน…” เสียงเรียกแผ่วเบาราวกับมาจากอีกมิติ “ตื่นเถิด… ก่อนที่เขาจะหักคอเจ้า”

เธอสะดุ้งเฮือกลืมตาขึ้นทันใด พบว่าข้อเท้าข้างหนึ่งถูกเถาวัลย์สีดำรัดแน่น แรงบีบรัดจนรู้สึกชาไปทั้งขา และจากความมืดเบื้องหน้า ร่างของชายเกล็ดดำกำลังย่างสามขุมเข้ามาหา ใบหน้าคมคายยิ้มเย็น ดวงตาสีม่วงเต็มไปด้วยความพึงใจอย่างประหลาด

“กลับบ้านไม่ได้แล้ว เจ้าหญิงแห่งมิติ” เขาเอ่ยเสียงนุ่มลึก “แต่ข้าจะดูแลเจ้าเอง… ทั้งเลือดเนื้อและวิญญาณ”

มือซีดยาวเอื้อมมาหมายปิดปากเธอ ลลินกรีดร้องสุดเสียงก่อนที่นิ้วเรียวยาวของเขาจะกดลงบนริมฝีปากอิ่มของเธอ แล้วหายวับไปในความมืดสนิท…

— จบตอนที่ 1/16 — โปรดติดตามตอนที่ 2 ต่อไป
⏰ ตอนต่อไป: 03/09 05:07 น.
ตอนที่ 2

แสงจันทร์สีเงินสองดวงทาบทับแผ่นหลังกว้างของชายตรงหน้า เขายืนนิ่งอยู่บนซากพื้นดินไหม้เกรียมที่ยังคุกรุ่นด้วยไอไฟ ดาบยาวในมือยังมีเปลวสีส้มอ่อน ๆ พลิ้วไหวราวกับลมหายใจของมังกร ลลินนอนตะแคงอยู่กับพื้น มือขวากุมหัวไหล่ที่ถูกกรงเล็บอสูรข่วนจนเลือดซึม เธอเงยหน้ามองเขาผ่านเส้นผมที่ชุ่มเหงื่อแนบหน้าผาก ทุกอย่างพร่ามัวแต่เขาชัดราวกับเทพองค์หนึ่งย่างลงมาจากฟากฟ้า

ชายหนุ่มสวมเสื้อเกราะหนังสีดำทับอกกว้าง ช่วงไหล่หนาและเอวสอบ รอยสักสีแดงคล้ายอักขระโบราณเลื้อยจากลำคอด้านซ้ายลงไปใต้ปกเสื้อ ใบหน้าคมคาย ผิวสีน้ำผึ้งเข้มกว่าแสงจันทร์ ดวงตาสีอำพันจ้องมาที่เธออย่างประเมินสถานการณ์ เขาเก็บดาบเข้าฝักข้างหลังด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ก่อนย่อตัวลงข้างเธอโดยไม่พูดอะไร มือใหญ่จับข้อมือเธอเบา ๆ เพื่อเปิดดูบาดแผล

“นายเป็นใคร” เธอถามเสียงแหบพร่า “ที่นี่ที่ไหน”

เขาไม่ตอบทันที แต่เลิกชายเสื้อที่เปื้อนเลือดขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วร้อนผ่าวแตะลงบนผิวรอบแผล ลลินสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงไออุ่นแปลบปลาบวิ่งเข้าสู่เนื้อเยื่อ ราวกับมีกระแสไฟอ่อน ๆ สมานแผลจากภายใน เลือดหยุดไหลแทบจะในทันที เธอมองอย่างตะลึง เขาใช้พลังรักษาได้หรือ

“เจ้าถูกเปิดมิติมา” เขาพูดเสียงทุ้มต่ำ “ข้าเห็นแสงจากจี้ของเจ้าแต่ไกล”

ลลินก้มมองจี้หินอเมทิสต์ที่แนบอยู่ระหว่างอก มันยังอุ่นอยู่ผิดปกติ สีม่วงใสแวววาวคล้ายมีหมอกควันหมุนวนอยู่ภายใน เธอจำได้แม่นว่าก่อนทุกอย่างจะขาดหายไป แสงสีทองพุ่งออกจากหินก้อนนี้ ห่อหุ้มร่างกายเธอไว้แน่นหนา แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นความมืด ก่อนจะตื่นขึ้นมากลางป่าประหลาดที่มีอสูรตามล่า

“เจ้าชื่ออะไร” เขาถามพลางช่วยพยุงเธอลุกขึ้น

“ลลิน” เธอตอบพลางทรงตัวไม่อยู่ ชายหนุ่มใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอวเธอไว้ มืออีกข้างจับต้นแขนให้เธอพิงไหล่กว้างของเขา

“ข้าคือธารา” เขาเอ่ยชื่อตัวเองแล้วกวาดตามองรอบทิศ “ต้องไปจากตรงนี้ กลิ่นเลือดเจ้าจะดึงดูดฝูงอสูรได้”

ร่างสูงพาเธอเดินลัดเลาะผ่านแนวต้นไม้ใหญ่ที่เรือนยอดบดบังแสงจันทร์ ความมืดโรยตัวลงอย่างช้า ๆ ระหว่างทาง ธาราต้องชะงักหลายครั้งเพื่อเงี่ยหูฟังเสียงรอบข้าง แล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นโดยไม่พูดอะไร ลลินรู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อแน่นแข็งใต้เสื้อเกราะเมื่อเธอเกาะแขนเขาไว้ ความร้อนจากกายเขาซึมผ่านผ้าบาง ๆ มาสัมผัสผิวเธอจนขนอ่อนลุกชัน

ทั้งคู่มาหยุดที่เพิงหินริมน้ำตกเล็ก ๆ ที่มีเถาวัลย์หนาทึบปกคลุมทางเข้าจนเกือบมิด ถ้ำด้านในไม่ลึกนักแต่พอหลบลมหนาวได้ ธาราจุดกองไฟเล็ก ๆ ตรงปากถ้ำด้วยดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ลลินมองเปลวไฟลุกพรึ่บโดยไม่มีเชื้อไฟ ใจเต้นแรงกับสิ่งที่เห็นพร่ำเพ้อมาตลอดหลายชั่วโมง เธออยู่ในโลกที่เวทมนตร์มีจริง

“พักก่อน รุ่งเช้าค่อยออกเดินทาง” เขานั่งลงพิงผนังถ้ำฝั่งตรงข้าม วางดาบพาดตัก ปิดเปลือกตาลงคล้ายจะหลับทันที

ลลินนั่งกอดเข่ามองเขาผ่านแสงไฟริบหรี่ ภาพอสูรหมาป่ายักษ์ที่วิ่งไล่เธอ ผสมกับภาพเงาดำของชายสามคนจากโลกเดิม ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ความเงียบทำให้อารมณ์ทั้งหมดพรั่งพรู เธอซบหน้าลงกับเข่าตัวเอง ปล่อยน้ำตาไหลเงียบ ๆ โดยไม่อยากให้อีกฝ่ายได้ยิน

“ร้องออกมาเถิด” เสียงทุ้มดังขึ้นโดยไม่ลืมตา “เก็บไว้จะเสียกำลังใจ”

“ไม่เป็นไร” เธอปาดน้ำตา “ฉันแค่มึน ไม่รู้ว่ามาถึงที่นี่ได้ยังไง”

ธาราลืมตาขึ้นช้า ๆ สายตาสีอำพันวาววับในเงาไฟ เขามองเธอนิ่งคล้ายชั่งใจบางอย่าง ก่อนถอดเสื้อเกราะด้านนอกออก เผยให้เห็นเสื้อผ้าสีเข้มแนบเนื้อช่วงอกกว้างและหน้าท้องเป็นมัด ๆ ลลินเผลอกลั้นหายใจ รอยสักสีแดงจากลำคอกลายเป็นเส้นสายชัดเจนขึ้นใต้แสงไฟ มันแลดูเหมือนเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้บนผิวเนื้อสีเข้มของเขา

“จี้เจ้า” เขาเปลี่ยนเรื่อง “เก็บไว้ให้ดี อย่าให้ผู้ใดเห็น”

“ทำไม” เธอกำจี้ไว้ในมือโดยไม่รู้ตัว

“มันคือกุญแจมิติ คนที่เปิดมันได้มีน้อยนัก เจ้ายังใช้พลังไม่เป็น หากมีผู้รู้ว่าเจ้ามีสิ่งนี้ จะถูกตามล่า”

คำพูดของเขาทำให้หัวใจเธอหดเกร็ง มือที่กำจี้สั่นน้อย ๆ เธอเพิ่งหนีจากอันตรายหนึ่งมา กลับต้องพบว่าตัวเองกำลังพกกุญแจสู่หายนะอีกโลกหนึ่ง

“แล้วนายจะพาฉันไปไหน”

“ไปพบผู้รู้ในเมืองหลวง หากมีใครช่วยเจ้าควบคุมพลังได้ ต้องเป็นนาง” เขาตอบแล้วทิ้งช่วงไปเล็กน้อย “ข้าถูกส่งมาลาดตระเวนแถบนี้ พบแสงมิติเปิดโดยบังเอิญ”

ลลินอยากรู้ว่าใครส่งเขามา แต่อาการบาดเจ็บและความเหนื่อยล้าเริ่มกดทับ เธอเอนตัวลงกับพื้นหินชื้น ๆ แม้กองไฟจะให้ความอบอุ่น แต่ลมเย็นจากป่ายามค่ำคืนก็ยังแทรกเข้ามาได้ ธารามองมาที่เธอ ก่อนถอดเสื้อคลุมยาวสีเทาเข้มออกวางข้าง ๆ เธอโดยไม่พูดอะไร

“ขอบใจ” เธอกระซิบพลางดึงเสื้อคลุมมาห่ม มันยังมีไออุ่นจากร่างกายเขาและกลิ่นหอมไหม้อ่อน ๆ ของไม้จันทน์ผสมกลิ่นเหล็กจากดาบ

เธอหลับไปโดยไม่ทันได้ถามสิ่งที่ค้างคาใจ ฝันร้ายเป็นภาพอสูรร้ายไล่ขย้ำท่ามกลางเปลวเพลิง สลับกับเงามืดของชายแปลกหน้าที่กรีดมีดผ่านแก้มเธอ ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ใกล้ทางเข้าถ้ำ

ธาราลุกพรวดขึ้นยืนในชั่ววินาที มือกระชากดาบออกจากฝัก ไม่มีเสียงแม่เหล็ก แต่ดาบกลับลุกพรึ่บเป็นเปลวเพลิงสีแดงสว่างไปทั่วเพิงหิน เขาไม่พูดอะไร เพียงกวักมือให้เธอถอยไปชิดผนังถ้ำด้านในสุด

เสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากนอกพุ่มเถาวัลย์ ไม่ใช่เสียงหมาป่าปกติ มันทุ้มก้องลึกจนพื้นถ้ำสั่นสะเทือน ลลินใจเต้นระรัวกำจี้แนบอก มองธารายืนบังทางเข้า แผ่นหลังกว้างตั้งตรงดุจม่านเหล็กคั่นระหว่างเธอกับความตาย

ไม่กี่วินาทีต่อมา เปลวเพลิงสีแดงเข้มปะทุออกไปเป็นวงกว้างที่หน้าถ้ำ แสงไฟสว่างวาบราวฟ้าถล่ม เสียงอสูรคำรามด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั้งหุบเขา จากนั้นทุกอย่างก็เงียบลงทันที

ธาราหันกลับมา ดาบยังลุกโชน ใบหน้าคมสันเปื้อนเหงื่อและเขม่าบาง ๆ เขามองสบตาเธออย่างสงบเยือกเย็นจนลลินแทบไม่เชื่อว่าเมื่อครู่เขาเพิ่งต่อสู้กับบางสิ่ง

“นอนต่อเถิด” เขากล่าวเสียงเรียบ “มันไม่กล้าเข้าใกล้ธาตุไฟข้า”

แต่ลลินนอนไม่หลับอีกแล้ว หัวใจเธอเต้นแรงกับความจริงที่ชัดขึ้นทุกขณะ เธอไม่ใช่แค่หลงมิติ แต่กลายเป็นเป้าหมายของสรรพสิ่งชั่วร้ายในโลกเวทมนตร์นี้ และชายตรงหน้าในการปรากฏตัวทุกครั้ง เป็นทั้งผู้ปกป้องและปริศนาที่อันตราย

รุ่งเช้า แสงอาทิตย์สีทองสาดลอดช่องเถาวัลย์เข้ามาเป็นเส้นบาง ๆ ลลินตื่นขึ้นพบว่าเธอห่มเสื้อคลุมของธาราซ้อนอีกชั้นหนึ่ง เขานั่งบนหินก้อนใหญ่หน้าถ้ำ ลับคมดาบด้วยหินสีน้ำเงินเรืองแสงอ่อน ๆ ทุกการขัดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แสงแดดกระทบไหล่เปล่าเปลือยที่โผล่พ้นเสื้อคอกว้างของเขา สัดส่วนบึกบึนราวกับรูปสลักเทพสงคราม

“ตื่นแล้วหรือ” เขาเอ่ยโดยไม่หันกลับมา “เราไปกันได้”

ระหว่างทางผ่านป่าทึบ ธาราเดินนำหน้าไปสองก้าวเสมอ ลลินสังเกตเห็นรอยจารึกเล็ก ๆ บนเปลือกไม้เป็นระยะ บางจุดเขาใช้ปลายดาบเขี่ยพื้นจนเกิดสัญลักษณ์คล้ายเสี้ยวพระจันทร์แล้วเดินต่อ

“นั่นอะไร” เธอถาม

“เครื่องหมายลาดตระเวนของหน่วยข้า บอกตำแหน่งและทิศทางที่ปลอดภัย”

“นายเป็นทหาร”

เขาเงียบไปครู่ใหญ่ “เป็นนักรบรับจ้างชั่วคราว”

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทั้งคู่เข้าสู่เขตแดนที่เขาเรียกว่าชายป่าคามาลิน ทุ่งหญ้าสีทองสูงเอวทอดยาวไปสุดลูกตา ลมเย็นพัดผ่านเป็นระลอกคลื่นจนดูเหมือนมหาสมุทรพระอาทิตย์ตกดิน ลลินหยุดมองภาพตรงหน้าด้วยความทึ่ง ขณะที่ธาราเดินต่อไปยังหอหินโบราณหลังเล็กกลางทุ่ง

“แวะพักที่จุดตรวจก่อนค่ำ เจ้าจะได้อาบน้ำและกินอาหารร้อน ๆ”

หอหินถูกดัดแปลงเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับหน่วยลาดตระเวน มีโอ่งน้ำใหญ่บรรจุน้ำใสและเสบียงแห้งเพียงพอสำหรับสองสามวัน ธาราจุดเตาไฟใต้ปล่องระบายควัน เตรียมต้มน้ำสำหรับชงสมุนไพรให้เธอ ลลินขอตัวไปทำความสะอาดในห้องเล็กด้านหลัง ห้องหินมิดชิดมีเพียงช่องแสงแคบ ๆ เธอถอดเสื้อผ้าเปื้อนเลือดทีละชิ้น ใช้น้ำเย็นลูบตามแขน ขา และลำตัว คราบเลือดสีคล้ำละลายไปกับน้ำ เผยให้เห็นผิวขาวนวลของหญิงสาวที่ผ่านการออกกำลังกาย คุมโทนด้วยทรวดทรงอวบอิ่มอย่างหญิงวัยยี่สิบสี่

เธอเช็ดตัวแล้วม้วนผ้าขนหนูพันรอบอก กำลังจะก้าวออกมาหยิบเสื้อผ้าสำรองที่ธาราแขวนไว้หน้าห้อง ทว่าเสียงฝีเท้าเบา ๆ ด้านนอกทำให้เธอชะงัก คล้ายมีใครเปิดประตูหอเข้าเงียบ ๆ ไม่ใช่จังหวะเดินของธารา

ลลินเม้มปากแน่น หยิบมีดสั้นที่วางบนโต๊ะไม้ใกล้ตัวขึ้นมากำไว้ เธอค่อย ๆ แง้มประตูมองออกไป เงาร่างหนึ่งยืนกลางห้อง กำลังก้มดูจี้หินอเมทิสต์ที่วางอยู่บนก้อนหินข้างกระเป๋าเธอ มันเป็นหญิงสาวรูปร่างเพรียว ผมยาวสีเงินมัดหางม้าสูง แต่งกายด้วยชุดหนังรัดรูปสีม่วงเข้มช่วงอกเปิดลึกจนเห็นร่องอกขาวเนียน อาวุธสองด้ามเหน็บข้างสะโพกเรียว ใบหน้าจิ้มลิ้มแต่ดวงตาคมกริบราวกับจะมองทะลุทุกสิ่ง

“ออกมาดีกว่า ยัยหนูข้ามมิติ” เสียงหวานเย็นเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง “ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก”

ธารากลับเข้ามาพอดี ดาบในมือยังไม่ชักออก แต่ทุกองศาของร่างกายพร้อมปะทะ “มิรา” น้ำเสียงเข้มต่ำ “เจ้ามาทำไม”

“มาตามรอยแสงมิติเหมือนเจ้า” มิรายืดตัวขึ้นหันมาเผชิญหน้า เธอเหลือบมองลลินที่เปิดประตูออกมาทั้งที่ยังพันผ้าขนหนูเปียกแน่นอยู่ ก่อนยิ้มกริ่ม “ผู้หญิงจากมิติอื่นสินะ ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าจะประกบใกล้ชิดทั้งคืน”

“ธุระของเจ้าไม่เกี่ยวกับข้า” ธาราเดินไปบังร่างลลินไว้ครึ่งหนึ่ง “ออกไป”

“แต่ธุระนี้เกี่ยวกับจักรวรรดิมืด พวกมันได้กลิ่นเลือดพิเศษแล้ว ถ้าข้าไม่มารายงาน วังหลวงจะเสียเปรียบ”

ลลินยืนตัวแข็งเมื่อได้ยินคำว่า “เลือดพิเศษ” มิรากลับจ้องเธอเหมือนจิ้งจอกจ้องเหยื่อ ดวงตาสีม่วงเข้มเหลือบมองเลยไหล่ธารามาอย่างประเมินค่า

“นางยังไม่รู้สินะ” มิราหัวเราะคิก “ว่าเลือดในกายนางมีค่าเพียงใดต่อพิธีเปิดม่านมิติ”

ธาราสบตามิราอย่างเตือน ก่อนพูดกับลลินเสียงเรียบ “ไปแต่งตัวก่อนเถิด”

ลลินค่อย ๆ ถอยกลับเข้าในห้อง หัวใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ เธอสวมเสื้อผ้าสำรองที่ธาราเตรียมไว้ เป็นเสื้อเชิ้ตคอกว้างกับกางเกงผ้าสีน้ำตาลที่ค่อนข้างพอดีตัว ระหว่างนั้นเสียงทั้งคู่ดังแว่วราวกับทะเลาะกันเบา ๆ

“เจ้าปกป้องนางด้วยเหตุผลอะไร ธารา” เสียงมิราดังขึ้น

“เพราะนางคือกุญแจ หากตกอยู่ในมือพวกมัน ทุกมิติล้วนล่มสลาย”

“กับข้า เจ้าไม่เคยแม้แต่จะมอง”

ความเงียบหนาหน่วงเกิดขึ้นชั่วขณะ ก่อนเสียงเขาตอบต่ำ ๆ “ไม่ใช่เวลานี้”

ลลินเดินออกมาหลังบทสนทนาจบ มิรายืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างหิน ท่าทางยั่วเย้าทุกอิริยาบถ รอยยิ้มบนใบหน้าเธอเจือความขมบางอย่างที่ร้อนแรงราวกับริษยา แต่ก็จางหายไปเมื่อสบตาลลิน

“เอาเถิด” มิราเดินเข้ามาใกล้ ลลินก้าวถอยหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ “ข้าจะพาเจ้าเข้าประตูเมืองให้ปลอดภัย แต่คืนที่สองจากนี้ เจ้าต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นพลังในเลือด”

“ฉันไม่รู้จักพลังอะไรทั้งนั้น” ลลินสวนกลับพลางเหลือบมองธารา

“งั้นก็จงค้นหาให้พบ” มิราจิ้มปลายนิ้วชี้ลงบนเนินอกซ้ายของลลิน เหนือตำแหน่งหัวใจ “ไม่อย่างนั้น แม้แต่ข้าก็ไม่ช่วยเจ้าได้”

ทันใดนั้น จี้หินอเมทิสต์ที่คอเธอวาบแสงสีม่วงขึ้นมาชั่วพริบตาเดียว มิราชักนิ้วกลับราวกับถูกไฟลวก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ขณะที่ธาราก็ขมวดคิ้วเข้ม

“นางปลุกมันได้” มิรากระซิบเสียงหายใจสะท้าน “เพียงแค่สัมผัส”

ทั้งสามคนยืนนิ่งท่ามกลางแสงจันทร์สองดวงที่ค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นเหนือขอบฟ้า สายลมเย็นพัดพากลิ่นไอของป่าคามาลินโชยมา ลลินกำจี้แน่นจนข้อนิ้วขาว ใจเต็มไปด้วยคำถามที่ไร้คำตอบ สายตามิราวาววับด้วยบางสิ่งที่เธอไม่อาจไว้ใจได้ และสายตาธาราที่เคยเย็นเยียบกลับร้อนรุ่มขึ้นอย่างน่ากลัว

“พรุ่งนี้” มิราพูดเป็นคนแรก “เจ้าจะได้รู้ว่าโลกนี้พร้อมจะฉีกเจ้าเป็นชิ้น ๆ เพื่อเลือดหยดเดียว”

ว่าจบเธอก็หมุนตัวเดินออกจากหอไปในความมืด ทิ้งให้ลลินยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางเงาไฟและลมหายใจหนัก ๆ ของคนทั้งสอง

“นางหมายความว่าไง” ลลินถามเสียงแผ่ว

ธาราเดินมาประกบระยะประชิด มือร้อนผ่าววางลงบนบ่าของเธออย่างปลอบโยน แต่แววตากลับมืดรุ่มด้วยภยันตรายจากภายในใจของเขาเอง

“หมายความว่า” เขาก้มหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่น ๆ ปะทะแก้มขาว “เจ้าไม่ควรอยู่ห่างจากข้าแม้แต่ก้าวเดียว”

ลลินสบตาเขา ในอกเต็มไปด้วยความกลัวและความรู้สึกแปลบปลายรุนแรงที่ค่อย ๆ ก่อตัว ความร้อนจากฝ่ามือเขาซึมผ่านเนื้อผ้าบางบางจนเธอรู้สึกราวกับถูกไฟแผดเผาแผ่วเบาแต่ลึกถึงอณูหัวใจ

“และมันก็ใกล้เวลาที่เจ้าจะต้องตัดสินใจแล้ว” เขาเสริมเสียงกระซิบแผ่วพา “จะไว้ใจข้า หรือมิรา”

แสงจันทร์สีเงินทาบทับใบหน้าคมเข้มของเขา เปลวไฟในเตาส่องเงาสะโพกและบ่ากว้างเป็นเส้นคมชัด ลลินเม้มปากแน่น ร่างกายสั่นสะท้านไม่ใช่จากความหนาว แต่จากความจริงที่ไม่อาจหลีกหนี

“ฉันจะไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ” เธอตอบเสียงแผ่ว “แต่ฉันรู้ว่าคนที่ไว้ จะไม่ทำร้ายฉัน”

เขาไม่ตอบ เพียงมองเธอนิ่งด้วยดวงตาสีอำพันซึ่งสะท้อนเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายใน ราวกับอารมณ์บางอย่างถูกจุดขึ้นจนแทบทนไม่ได้

“แล้วถ้าข้าทำร้ายเจ้าโดยไม่ตั้งใจเล่า” เขาเอ่ยต่ำจนแทบกลืนหายไปในเสียงลม

ลลินหัวใจวูบโหวง มองรอยสักสีแดงบนลำคอเขาขยับตามชีพจรเต้นแรง เธออยากถอย อยากหนีจากแรงดึงดูดประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในอก แต่เท้ากลับหนักอึ้ง ไม่ขยับไปไหน

“นายคงไม่ปล่อยให้เป็นแบบนั้น” เธอตอบ

ธาราหรี่ตามองเธอ มุมปากกระตุกน้อย ๆ เหมือนพยายามยับยั้งรอยยิ้มบางอย่าง ก่อนผละออกไปยืนอิงขอบประตูหอ มองออกไปยังทุ่งหญ้าที่ไหวระลอกภายใต้แสงจันทร์สองดวง

“พักเถอะ” เขาเอ่ยขึ้นในที่สุด “คืนพรุ่งนี้เมื่อถึงเขตสุสานราชัน เราจะทดสอบพลังเจ้า”

ลลินเดินไปนั่งบนผ้าห่มหนา ๆ ที่เขาปูไว้ใกล้เตาไฟ กอดเข่าแนบหน้าอกแน่น ยังคงรู้สึกถึงไออุ่นจากฝ่ามือที่บ่าเหมือนรอยจารึกบนเนตร จี้หินอเมทิสต์แนบนิ่งบนอก ราวกับรอการประทุขึ้นอีกครั้งเมื่อใดก็ได้

ภายนอกนั้น ทั่วทั้งทุ่งมีเงาเคลื่อนไหวแผ่วเบาไกลออกไป เป็นเงาคนขี่ม้าสีดำล้วนจำนวนหนึ่ง กำลังมุ่งหน้ามาจากชายป่าด้านทิศตะวันออก ดวงตาของม้าไม่สะท้อนแสงจันทร์แม้แต่น้อย และพลธนูหัวแถวถือธงดำปักตรารูปดวงตาสีทอง

ธารามองนิ่งไม่ขยับเพียงสายตา เขาค่อย ๆ ล้วงมือเข้าไปในถุงหนังข้างเอว หยิบเกล็ดน้ำแข็งสีดำเล็ก ๆ ขึ้นมา ขยี้จนแตกเป็นผง แล้วโปรยออกไปทางหน้าต่างเบา ๆ

“พวกมันมาถึงเร็วเกินกว่าที่ข้าคิด” เขาพึมพำ

ลลินมองตามผงสีดำที่ลอยหายไปในอากาศ แล้วหันมาสบตาเขา หัวใจเต้นระทึกขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นเปลวเพลิงมรณะสุมอยู่ในดวงตาสีอำพันคู่นั้นชัดเจน

“เราต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้”

— จบตอนที่ 2/16 — โปรดติดตามตอนที่ 3 ต่อไป
⏰ ตอนต่อไป: 04/09 05:11 น.
ตอนที่ 3

เสียงฝีเท้าของธาราดังขึ้นก่อนที่เขาจะพ้นแนวเถาวัลย์หนาทึบเข้ามาในปากถ้ำ ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตหนังสีเข้มเดินเข้ามาพร้อมแสงทองอ่อนยามเช้าที่ไล้ตามแนวไหล่กว้างและรอยสักแดงคล้ายเปลวไฟที่โผล่พ้นคอเสื้อด้านหลัง ลลินเงยหน้าขึ้นจากก้อนหินที่เธอนั่งพิงทั้งคืน เสื้อคลุมของเขายังคงห่มอยู่บนตัก มีกลิ่นควันไฟและสมุนไพรจาง ๆ ติดเนื้อผ้า

“เจ้าหลับบ้างหรือเปล่า” ธาราถามเสียงเรียบ วางกระเป๋าหนังลงข้างกองไฟที่มอดเหลือเพียงเถ้าสีเทา ดวงตาคมสีน้ำตาลเข้มกวาดมองใบหน้าเธอแวบหนึ่ง

“หลับ ๆ ตื่น ๆ ค่ะ” เธอตอบเสียงเบา มือบีบขอบเสื้อคลุมแน่น “ฝันร้ายอีกแล้ว”

เขาไม่พูดปลอบโยนอะไร เพียงนั่งลงฝั่งตรงข้าม ใช้ปลายนิ้วแตะก้อนหินสีดำในกองไฟ เปลวไฟเล็ก ๆ ลุกพรึ่บขึ้นมาราวกับฟืนยังไม่เคยดับ สีหน้าเขานิ่ง แต่ลลินเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้ารอบดวงตา เขาคงเฝ้ายามทั้งคืน

“เราต้องเดินทางต่อก่อนตะวันสาย” เขาเปิดกระเป๋าหนัง หยิบผลไม้เปลือกแดงคล้ายแอปเปิลกับขนมปังแผ่นสีน้ำตาลยื่นให้ “แดดที่นี่แรงเจ้าจะเพลียเอา”

ลลินรับอาหารมาถือไว้ มองมือตัวเองที่ยังสั่นเล็กน้อย ความทรงจำในตรอกมืดย้อนกลับมาทุกครั้งที่เธอหลับตา ภาพเงาคนแปลกหน้าสองคนที่ดึงเสื้อผ้าเธอออกจากร่าง ความเจ็บที่ถูกกระชากท่อนล่างจนเนื้อแทบฉีก เสียงหัวเราะชั่วร้ายที่ดังก้องในหัว

“กินซะ” น้ำเสียงธาราเข้มขึ้นเล็กน้อย “ก่อนที่อาหารจะเย็นกว่านี้”

เธอสะดุ้งจากภวังค์ มองเขาก่อนพยักหน้า กัดขนมปังแผ่นที่แข็งแต่มีรสหวานปลายลิ้นของธัญพืชไม่คุ้นเคย น้ำลายไหลแทบจะทันทีที่ท้องว่าง ๆ ประท้วง

“เมื่อคืนเจ้าพูดละเมอ” เขาเทน้ำจากกระบอกไม้ลงในถ้วยดินส่งให้ ไม่มองหน้าเธอ “เรียกให้หยุด”

นิ้วของเธอชะงักกลางอากาศ ความอับอายพลุ่งขึ้นจับแก้ม

“ขอโทษค่ะ” เธอรับถ้วยน้ำมาด้วยมือสั่น “ดิฉัน… ขอโทษ”

“ไม่ต้องขอโทษ” ธารามองตรงมา ดวงตานิ่งแต่ท้ายเสียงอ่อนลง “ข้าไม่ใช่คนที่เจ้าต้องเกรงใจ”

บรรยากาศเงียบไปชั่วครู่ มีเพียงเสียงน้ำตกกระทบโขดหินดังอยู่ไกล ๆ ลลินจิบน้ำเย็นชุ่มคอ พยายามตั้งสติกับสถานการณ์ตรงหน้า หล่อนอยู่ในโลกเวทมนตร์กับผู้ชายแปลกหน้าที่ถือดาบเปลวไฟ และสิ่งที่คาดเอวอยู่คือจี้หินมรดกจากแม่แท้ ๆ ที่เพิ่งรู้ว่ามีพลังเปิดมิติได้

“ระหว่างทางมีหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมธาร” ธาราเก็บสัมภาระของเขาเอง ยืนขึ้นเต็มความสูง กล้ามเนื้อแขนที่โผล่จากแขนเสื้อหนังขยับเป็นมัด ๆ “เราจะไปหาซื้อเสื้อผ้าให้เจ้าก่อน หน้าตาเจ้ายังสะดุดตาเกินกว่าจะเดินทางเงียบ ๆ”

ลลินก้มมองตัวเอง ยังใส่ชุดของโลกเดิมที่เปื้อนและยับยู่ยี่ เสื้อยืดสีอ่อนรัดรูปจนเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน กางเกงขายาวขาดที่เข่า เนื้อผ้าบางแนบกับต้นขา เธอหน้าแดง รีบดึงเสื้อคลุมของเขามาคลุมไหล่อีกครั้ง

“หมู่บ้านปลอดภัยแค่ไหนคะ” เธอถามพลางลุกขึ้นยืน ขาเกร็งเล็กน้อยจากท่าพิงหินทั้งคืน

“ปลอดภัยพอถ้าไม่เข้าไปในตรอกลึก” เขาชำเลืองมองเธอแวบหนึ่ง “แต่ถ้าเจ้าได้ยินเสียงคนเป่าเขาสัตว์สามครั้ง อย่าหันไปมอง”

“แล้วถ้าดิฉันเผลอมองล่ะ”

“ก็อย่าปล่อยมือจากข้า” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนก้าวนำออกจากถ้ำ

แสงยามเช้าที่สาดผ่านม่านน้ำตกกระทบผืนน้ำเบื้องล่างเป็นประกายรุ้ง ลลินเดินตามหลังเขาไปตามทางเล็ก ๆ ที่เป็นรากไม้และหินมอสเขียว พยายามก้าวให้ทันช่วงขายาวของเขา ปลายรองเท้าผ้าใบของเธอลื่นบนหินเปียกจนเกือบเซ

มือใหญ่ของธารายื่นมาคว้าข้อมือเธอไว้ทันที แรงบีบมั่นคงแต่นุ่มนวล เขาดึงเธอขึ้นมาอยู่ข้าง ๆ กาย

“เดินช้า ๆ ไม่ต้องรีบ” น้ำเสียงเขาต่ำแต่แฝงความระวัง ดวงตากวาดไปตามพุ่มไม้ใกล้ทาง

ลลินรู้สึกถึงไอร้อนจากฝ่ามือของเขาที่แผ่ผ่านผิวข้อมือบางเบา ราวกับมีกระแสไฟอุ่น ๆ ไหลเข้าสู่ร่างกาย เธอชักมือกลับอย่างอัตโนมัติเมื่อรู้สึกว่าความร้อนนั่นแรงขึ้นจนเสียวแปลบ

“ขอโทษ” คนตัวโต้มองฝ่ามือตัวเองคล้ายเพิ่งรู้ตัว “พลังธาตุไฟของข้ายังควบคุมได้ไม่เต็มที่เวลาตื่นตัว”

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอกอดอกตัวเองไว้แน่น หัวใจเต้นผิดจังหวะโดยไม่รู้สาเหตุ “แค่รู้สึกร้อนวาบ ๆ เอง”

การเดินทางใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงก่อนจะเห็นหลังคามุงแฝกสีน้ำตาลแดงและควันไฟบาง ๆ ลอยอยู่เหนือยอดไม้ หมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งเรียงรายริมลำธารกว้าง ผู้คนแต่งกายด้วยผ้าฝ้ายสีตุ่น ๆ บางคนหิ้วตระกร้า บางคนลากเกวียนไม้ เด็กตัวเล็กวิ่งไล่กันไปมาระหว่างแผงขายของ

“ปิดคอเสื้อไว้” ธาราหันมาบอกก่อนจะก้าวเข้าเขตหมู่บ้าน “จี้ของเจ้าเก็บซ่อนให้มิดชิด อย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด”

ลลินก้มมองหน้าอกตัวเอง จี้หินซ่อนอยู่ใต้เสื้อยืด แต่รูปทรงของมันนูนเห็นเป็นเงาเล็ก ๆ เธอดึงเสื้อคลุมให้ปิดแน่นขึ้น เดินตามเขาเข้าสู่ตลาดเล็ก ๆ

กลิ่นสมุนไพรตากแห้ง เนื้อรมควัน และเหงื่อของคนเดินสวนกันคละคลุ้ง เสียงต่อรองราคาดังเป็นระยะ แม่ค้าอ้วนท้วนหน้าอกใหญ่ยื่นผลไม้ให้ชิม พ่อค้าหนุ่มผิวเข้มใจดีเรียกสรรพคุณเครื่องเทศไล่ภูตผี ลลินมองทุกอย่างด้วยความตื่นตาตื่นใจแม้ใจยังตื่นกลัวเป็นพัก ๆ

ธารานำเธอไปที่แผงเสื้อผ้าของผู้หญิงวัยกลางคนผมสีน้ำตาลมัดสูง มีรอยสักรูปเถาวัลย์ที่ต้นคอ เธอยิ้มกว้างเมื่อเห็นธารา ทักทายกันด้วยภาษาท้องถิ่นที่ลลินจับใจความได้บางคำ ดูเหมือนเจ้าของแผงจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี

“เจ้าโชคดีที่มาตอนนี้” เธอพูดพลางมองลลินตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาหยุดที่สะโพกพองามและเอวคอด “มีชุดพอดีตัวหลายผืน”

“เอาชุดเดินป่าแบบเรียบ ๆ สองชุด” ธาราพูดสั้น “กับรองเท้าคู่หนึ่ง”

ลลินได้ลองรองเท้าหนังนิ่มพื้นยางไม้ มีเชือกผูกรอบข้อเท้า เธอชอบทันทีเพราะเบากว่ารองเท้าผ้าใบที่เริ่มร่อน ส่วนเสื้อผ้าเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวเนื้อฝ้ายบางสีน้ำตาลอ่อนกับกางเกงผ้ารัดข้อ สีเรียบ ๆ ดูกลมกลืนกับผู้คน

“ยิ่งเปลี่ยนชุดยิ่งสวย” แม่ค้าพึมพำยื่นชุดตัวในผ้าฝ้ายบางคล้ายเกาะอกและผ้านุ่งสั้นให้ “เผื่อต้องลุยน้ำจะได้ไม่หนักผ้า”

ลลินรู้สึกถึงสายตาของธาราที่มองผ่านกระจกส่องหลัง มันทั้งร้อนและวูบไหวเหมือนเปลวไฟที่ถูกข่มไว้ เธอรู้สึกร้อนแปลบที่ท้องน้อยอีกครั้ง แต่บอกตัวเองว่าเป็นเพราะอากาศชื้นของตลาด

จ่ายเหรียญทองแดงเล็ก ๆ หลายอันเป็นค่าของ ทำให้ลลินนึกถึงว่าตนเองไม่มีทรัพย์ติดตัวเลยแม้แต่บาทเดียวในโลกใหม่นี้ ทุกอย่างต้องพึ่งธาราไปก่อน ความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณทำให้หัวใจเธอหนักอึ้ง

“ดิฉันจะใช้คืนนะคะ” เธอพูดเมื่อทั้งสองเดินออกจากแผง “เมื่อหาทางใช้พลังของตัวเองได้แล้ว”

ธาราหันมามองนิดหนึ่ง มุมปากยกขึ้นเพียงเสี้ยววินาที

“เรื่องเงินไม่ต้องคิด” เขาว่า “เรื่องที่เจ้าต้องทำตอนนี้คือรอดชีวิต”

พวกเขาเดินผ่านโรงตีเหล็กที่เปลวไฟสีฟ้าลอยจากเตาคล้ายผีเสื้อเรืองแสง ร้านขายเครื่องรางจากฟันสัตว์และขนนกสีกาฬ ตลาดนี้ให้ความรู้สึกเหมือนฝันที่มีทั้งสวยงามและอันตรายปนกัน

แล้วจู่ ๆ เสียงโหวกเหวกก็ดังมาจากปากทางฝั่งตรงข้ามของตลาด ผู้คนเบียดเสียดกรูออกไปดูอะไรบางอย่าง มีคนวิ่งสะดุดล้ม ม้าของพ่อค้าตกใจถลันปีนขึ้นสองขาหลัง

“แยกเขี้ยวอสูร” เสียงใครบางคนกรีดร้อง “พวกมันบุกมาทางทุ่งตะวันตก!”

ธาราคว้าข้อมือลลินทันที ร่างใหญ่โอบครึ่งตัวนำเธอเบี่ยงเข้าซอกระหว่างแผงไม้สองแผง อกกว้างแน่นขนาบแผ่นหลังเธอไว้อย่างรวดเร็วจนเธอแทบลืมหายใจ

“อยู่นิ่ง ๆ” เสียงกระซิบร้อนผ่าวข้างใบหู ปลายผมของเขาสะกิดแก้มเธอเบา ๆ “ถ้ามันเป็นฝูง เราต้องออกก่อนมืด”

“แยกเขี้ยวอสูรคืออะไรคะ” เธอหันมาถาม ใบหน้าใกล้ชิดจนเห็นเม็ดเหงื่อเล็ก ๆ ที่ขมับของเขา

“หมูป่าดำติดเขี้ยวงอกหน้าผาก ไออาคมของจอมเวทเถื่อนทำให้มันบ้าคลั่ง” เขาอธิบายเสียงต่ำ ดวงตากวาดมองความเคลื่อนไหวด้านนอก “มันไม่ได้บุกมาธรรมดา ต้องมีคนเปิดทางให้”

ทันใดนั้นสายตามรกของลลินก็เหลือบไปเห็นเงาดำตัวหนึ่งกระโจนขึ้นบนหลังคาแผงตรงข้าม แต่ไม่ใช่หมูป่า มันเป็นเงาคนในชุดคลุมเข้ม ร่างเพรียวบางจนคล้ายหญิงสาว ผิวสีน้ำตาลไหม้แดด มือข้างหนึ่งถือแส้เล็ก ๆ ที่พันรอบข้อมือ

“ธารา…” เธอกระซิบ

ร่างนั้นหายวับไปก่อนที่เธอจะทันได้บอกอะไรเพิ่ม อีกเสี้ยววินาทีเสียงปลุกเร้าของกลองศึกเล็ก ๆ ก็ดังขึ้นจากทิศตะวันตก ตามด้วยเสียงกีบกระทบดินเหมือนฟ้าร้องระยะไกล

ธาราเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เปลวไฟเล็ก ๆ ลุกเริงที่ปลายนิ้วมือขวาของเขาโดยไม่ทันรู้ตัว ความร้อนจากตัวเขาทำให้ผ้าเสื้อของลลินปลิวกระเพื่อมราวกับมีลมร้อนลอดผ่าน

“มาไม่ต่ำกว่าสิบตัว” เขาพึมพำ ดวงตาแดงก่ำเป็นประกายจากพลังตื่นตัวเต็มขั้น “เราต้องไปทางน้ำ”

เขาดึงเธอวิ่งออกจากซอกแผง ตรงไปตามตรอกแคบ ๆ ระหว่างบ้านไม้เก่า ที่พื้นเต็มไปด้วยโคลนและเศษผักเน่า กลิ่นเหม็นเปรี้ยวตลบขึ้นจมูก ลลินแทบล้มหลายครั้ง แต่แขนแข็งแรงของเขาประคองเธอไว้เสมอ

“เร็วเข้า” เขาไม่หันมามอง ขวับร่างหลบเสาไม้แห้งที่ผุพังล้มลงตรงหน้า กระชากเธอเข้ามาในอ้อมแขนก่อนที่ไม้ทั้งท่อนจะฟาดลงกลางทาง

หน้าอกเธอกระแทกกับอกแกร่งของเขาแน่นขนาบจนรู้สึกถึงหัวใจเต้นรัวสวนกัน ใบหน้าซบกับซอกคอที่อบไปด้วยกลิ่นคนทำงานหนักและกลิ่นเหมือนเถ้าธูปจาง ๆ

“พ้นตลาดแล้ว” เขาก้มมองหน้าเธอ มือข้างหนึ่ง ลูบหลังศีรษะอย่างลืมตัว รอยยิ้มบางผุดขึ้นตรงมุมปาก “ยังไหวหรือเปล่า”

“ไหวค่ะ” เธอตอบแม้ขาจะสั่น ความรู้สึกเย็นฉ่ำที่ซอกขาแทบไม่มีแรงยืน ภาพความกลัวครั้งแรกในตรอกโลกเดิมย้อนซ้อนกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่คราวนี้กลับมีความอุ่นของร่างอีกคนห่อหุ้มไว้แทน

พวกเขาออกทุ่งหญ้าข้างลำธาร ตรงดิ่งเข้าหาแนวป่าทางเหนือ แสงแดดเริ่มอ่อนตัว ท้องฟ้าสีครามถูกแต้มเป็นสีเลือดจางตรงขอบฟ้าทิศตะวันตก

“คืนนี้คงต้องเดินจนถึงช่องผา” ธาราเอ่ย พลางเหลือบมองไหล่ซ้ายตัวเองที่เสื้อขาดเป็นทางยาว มีรอยข่วนเล็ก ๆ จากการหลบหลีกเสาไม้ “แถวนี้ไม่มีที่พักปลอดภัย”

“แผลคุณ…” เธอเอื้อมมือไปใกล้ ๆ แต่ไม่กล้าแตะ

“แค่ถลอก” เขาสะบัดมือเหมือนไล่แมลง “รีบไปก่อนมืดเถอะ”

แต่จู่ ๆ ลลินก็หยุดชะงัก ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นแสงไล่เฉดสีฟ้ากระเพื่อมอยู่ใต้ผิวแขนขวาของตัวเธอเอง มันจาง ๆ แต่เป็นจังหวะเหมือนหัวใจดวงเล็ก ๆ กำลังเต้นอยู่ภายใน

“ธาราคะ…” เธอเรียกเสียงสั่น “จี้มันร้อนขึ้น ฉันรู้สึกเหมือน… เหมือนถูกดึงให้ไปทางนั้น”

ปลายนิ้วของเธอชี้ไปยังซากหินประหลาดที่โผล่พ้นพุ่มไม้ทางทิศเหนือ มีแสงเดียวกันพริบตาเดียวก็หายวับเข้าไปในแผ่นหิน

ธาราเบิกตากว้าง คว้ามือของเธอไว้แน่นก่อนที่นางจะผลักตัวออกไป

“อย่าเพิ่งไป” เขาพูดเสียงเข้ม “นั่นคือหินซอมบรีรา มันสาวเอามนุษย์เข้าไปในรอยแยกมิติ”

แต่แสงใต้ผิวของเธอยิ่งสว่างขึ้น พร้อมกับจี้หินใต้เสื้อที่ร้อนจนเกือบแสบ เธอรู้สึกว่าโลกเบื้องหน้ากำลังม้วนตัวเหมือนม่านผ้าบิดเกลียว และที่ใจกลางของภาพบิดเบี้ยวนั้น เธอเห็นผู้หญิงชุดดำคนเดิมยืนส่งยิ้มเยือกเย็นให้อยู่หน้าซากหิน

“ดูเหมือนเจ้าตัวน้อยจะจำร่างเก่าได้แล้วสินะ”

เสียงของผู้หญิงคนนั้นแทรกเข้าในหัวของลลินราวกับเธอหายใจอยู่ตรงใบหู ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างออกไปมาก เธอหันไปมองธาราที่ดึงข้อมือเธอไว้แน่น ใบหน้าของเขาตื่นตระหนกสุดขีดราวกับรู้ว่ากำลังจะเสียเธอไป

“มิรา…” ธาราคำรามลอดไรฟัน ดาบเปลวไฟแล่ขึ้นจากฝักเป็นเปลวยาวสีแดงเข้ม “เจ้าทำอะไรกับนาง”

เสียงหัวเราะบางเบาวาบหายไปกับสายลม แล้วร่างของลลินก็รู้สึกเหมือนพื้นดินด้านหนึ่งเปิดออกเป็นปากกว้าง เธอหลุดจากมือธาราอย่างง่ายดายราวกับมือของเขากลายเป็นหมอกควัน

“ธารา—!”

ชื่อของเขาหลุดออกจากปากเธอเพียงหนึ่งครั้งก่อนความมืดมิดจะกลืนทุกอย่าง

ใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท ภาพแรกที่ปรากฏคือดวงจันทร์สีเงินสองดวงเรียงซ้อนกัน เหนือยอดไม้สีดำทะมึน และเสียงกระซิบแผ่วเบาของใครบางคนที่เหมือนนอนอยู่ข้างหู

“อย่าเพิ่งไป… ยังไม่ถึงเวลาจะจำข้า”

เสียงนั้นไพเราะจนน่าขนลุก และลลินก็รู้สึกถึงลมหายใจร้อน ๆ เป่ารดซอกคอ ก่อนที่ปลายลิ้นอุ่นชื้นจะค่อย ๆ ลากเลียใบหูด้านขวาของเธอช้า ๆ เชื่องช้าจนเส้นขนทั้งตัวลุกซู่ เธอสะดุ้งตื่นจากการเคลิ้ม มองเห็นดวงหน้าคมเข้มของผู้ชายผมยาวสยายอยู่ตรงหน้าในแสงจันทร์สลัว ตาเขาเป็นสีเงินวาวเหมือนปรอท และริมฝีปากหยักอิ่มระบายยิ้มชวนเสียวสันหลัง

“สภาพเช่นนี้… ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมนักรบธาตุไฟจึงภักดิ์กับเจ้า” ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเขาไล่จากลูกแกะลงมาถึงร่องอกของเธอช้า ๆ “หอม จนอยากชิมทั้งคืน”

ลลินเบี่ยงหน้าหนี หัวใจตีกลองรัวกับอก เนื้อตัวเย็นเฉียบกับมือของชายแปลกหน้า

“อย่าแตะต้องฉัน…” เธอพูดเสียงเบาหวิว แต่รู้สึกได้ว่าท้องน้อยเกร็งกระตุกกับสัมผัสที่จงใจลากนิ้วลงมาถึงสะดือช้า ๆ ความหวั่นลึก ๆ ประหลาดปนความเสียวที่ไม่อาจปฏิเสธได้เกิดขึ้นตรงหน้าขา

“เจ้าจะให้ข้าหยุดก็ได้” เขาโน้มใบหน้ามาใกล้ ริมฝีปากเฉียดมุมปากเธอ สายตาสีเงินจ้องลึกเหมือนรู้ซึ้งทุกความปรารถนาที่ถูกเก็บซ่อน “แต่ร่างกายเจ้าบอกว่าอย่าหยุด”

ระหว่างนั้นเสียงคำรามของอสูรบางอย่างก็ดังลั่นมาจากไกล ๆ พร้อมแสงไฟสีแดงวาบขึ้นบนฟากฟ้าด้านหนึ่ง ชายตรงหน้าหรี่ตานิดหนึ่ง ก่อนจะลุกพรวดจากร่างของเธอราวกับผีเสื้อลมหายใจ

“ข้าชื่อคีริน” เขาหันมาบอกก่อนจะละลายหายไปในเงามืด “เจ้าจะรู้จักข้าใหม่ในไม่ช้า แต่คราวนี้ด้วยร่างกาย… ไม่ใช่เพียงความฝัน”

ลลินเหลือเพียงความมืดกับดวงจันทร์สองดวงบนฟ้า เสียงฝีเท้าของธาราดังเข้ามาใกล้พร้อมเปลวไฟร้อนผ่าวที่แผ่มาถึงตัวเธอราวกับถูกโอบกอดจากระยะไกล แต่ในอกกลับเต็มไปด้วยทั้งคำถามและความร้อนวาบรุนแรงระหว่างขาที่ยังเต้นตุบ ๆ ตามปลายนิ้วของผู้ชายที่เพิ่งจากไป

บนซากหินสีดำใกล้ช่องผา รอยเว้าแหว่งเป็นรูปฝ่ามือของใครบางคนลุกเรืองแสงฟ้าซีด ราวกับประตูมิติที่เพิ่งหุบลงไปได้อ้าปากค้างไว้ชั่วขณะ และในดวงตาของลลิน แววตาสีเงินของคีรินยังฝังแน่นราวภาพหลอนที่พร้อมหวนกลับมาทวงสัญญาบางอย่างจากอดีตชาติที่เธอจำไม่ได้

แล้วเสียงเรียกของธาราก็กระชากเธอกลับสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง

“ลลิน! เจ้าอยู่ไหน!”

หญิงสาวกำจี้หินแนบอก สูดลมหายใจเข้าปอดจนเต็ม รู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นเล็ก ๆ ที่ซอกขากางเกงผ้าฝ้ายบาง ความเสียวจากสัมผัสของคีรินยังเกาะติดผิวราวกับไฟเย็นที่คอยสุมแนบเนื้อ เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความจริงหรือภาพลวงจากหินอาคม แต่ที่แน่ ๆ ผู้หญิงชุดดำชื่อ ‘มิรา’ กับชายผมยาวตาสีเงินนาม ‘คีริน’ ไม่ได้มาเพียงเพื่อดูเธอหลับฝัน

และไกลออกไปทางแผงตลาดที่เพิ่งหนีมา เปลวไฟสีส้มแดงกำลังลุกโหมท่วมหลังคามุงแฝกหลายหลัง เสียงสตรีร้องไห้ เสียงเด็กกรีดร้อง และเสียงเขาสัตว์สามครั้งดังสะท้อนก้องไปถึงขอบป่า

ราวกับเพลงเปิดฉากของเกมล่ามนุษย์ข้ามมิติ… เพิ่งเริ่มเล่นเพลงแรกเท่านั้น

— จบตอนที่ 3/16 — โปรดติดตามตอนที่ 4 ต่อไป
⏰ ตอนต่อไป: 04/09 12:24 น.
ตอนที่ 4

ลลินดึงคอเสื้อคลุมของธาราให้ชิดขึ้น มือหนึ่งกดจี้หินอเมทิสต์ที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อยืดแนบอก หินเย็นเฉียบผิดกับอากาศอบอุ่นยามสาย เธอสูดลมหายใจลึก เดินตามเขาเข้าไปในตลาดเล็ก ๆ ที่มีกลิ่นสมุนไพรตากแห้ง เนื้อรมควัน และเหงื่อคนคละเคล้ากัน

แผงขายผ้าตั้งเรียงเป็นแถว ผ้าฝ้ายทอมือสีตุ่น เขียวหม่น น้ำเงินคราม แขวนห้อยกับราวไม้ไผ่ แม่ค้าสาววัยกลางคนเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ธารา ดวงตากรอกมองลลินแวบหนึ่งอย่างประเมิน ก่อนผายมือเชิญให้เลือก

“สองชุดก็พอ” ธารากล่าวเสียงเรียบ พลางหยิบถุงเหรียญเล็ก ๆ จากเอวส่งให้แม่ค้า “ชุดเดินป่า เนื้อหนา รองเท้าหุ้มส้นด้วย”

แม่ค้าพยักหน้าพลางหยิบเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำตาลตุ่นกับกางเกงผ้าเนื้อหนามาวางเรียง ลลินแตะเนื้อผ้า หยาบแต่เบาสบาย เธอถูกจับเปลี่ยนชุดในเพิงไม้หลังร้าน ผ้าม่านกั้นบังเพียงเอว แสงแดดส่องลอดช่องหลังคาเป็นเส้นลงมาบนผิวไหล่เปลือย ขณะเธอถอดเสื้อยืดเปื้อนเลือดและเหงื่อออกจากร่าง

หน้าอกอวบอิ่มในบราโลกเดิมสีขาวดูผิดที่ผิดทางกับชุดพื้นเมือง เธอปลดตะขอหลังอย่างรีบร้อน เนื้อถูกรั้งจนจี้หินกระทบอกเบา ๆ ก่อนจะสวมเสื้อผ้าใหม่ที่เนื้อหนากว่าเดิมสองชั้น แต่เสริมทรงให้เห็นเอวคอดและสะโพกผายชัดขึ้น

เมื่อเธอเดินออกมา ธาราชำเลืองมองเสี้ยววินาที ก่อนหันไปคุยกับแม่ค้าเรื่องเส้นทางลัด แต่มุมปากเขาเม้มแน่นกว่าปกติเล็กน้อย พริบตานั้นลลินจับได้ว่าดวงตาคมของเขามีประกายเหมือนเปลวไฟคุโชนอยู่ในม่านตาสีน้ำตาล

“ไปกันเถอะ” เขาพูดสั้น ๆ พร้อมยื่นห่อผ้าที่แม่ค้าจัดใส่กระเป๋าผ้าให้ “ตลาดคนเริ่มมากแล้ว”

พวกเขาเดินเลาะริมลำธารที่ไหลผ่านหมู่บ้าน สายลมอุ่นพัดกลิ่นไก่ย่างและขนมปังอบหอมมาจากแผงอาหารข้างทาง ท้องลลินร้องเบา ๆ เธอกดมือที่หน้าท้อง แต่ธาราเหมือนได้ยิน เขาหยุดที่แผงขายเนื้อเสียบไม้ย่างเกลือและเครื่องเทศสีแดง ส่งให้เธอหนึ่งไม้โดยไม่ถาม

“ขอบคุณค่ะ” เธอกัดคำแรก รสชาติคล้ายเนื้อแกะผสมเนื้อหมูป่า มันฉ่ำ ออกร้อนที่ปลายลิ้นจากพริกป่นท้องถิ่น

“น้ำลายไหลตั้งแต่เห็นร้านแล้ว” เขาว่าเสียงเรียบ เดินนำต่อไป ริมฝีปากหยักลึกชุ่มน้ำเล็กน้อย

ลลินหัวเราะเบา ๆ อย่างลืมตัว เป็นครั้งแรกที่เธอยิ้มได้จริงในสองวันมานี้ ธาราหันมามองแวบหนึ่ง มุมปากเขายกขึ้นเพียงน้อยจนเกือบไม่เห็น

บรรยากาศเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเสียงเขาสัตว์สามครั้ง ดังยาวสะท้านจากชายป่าทางเหนือ

ทุกคนในตลาดชะงัก แม่ค้าคว้าลูกหลานก้มหลบใต้แผง ชายฉกรรจ์ลากไม้กระบองออกมายืนกำบังหน้าบ้าน ธาราคว้าข้อมือลลินดึงเข้าซอกระหว่างร้านขายเครื่องปั้นกับกองฟืน เสียงหัวใจเธอกระหน่ำจนได้ยินชัดในหู

“อย่ามองไปทางเสียง” เขากระซิบติดใบหู กลิ่นควันไฟและเหงื่อชายหนุ่มตลบเข้าจมูก แขนแกร่งรั้งเอวเธอไว้แน่นจนแผ่นหลังแนบกับอกกว้าง

เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ เดินตัดผ่านตลาด เสียงโลหะเสียดสีกันดังแว่ว ๆ ลลินหลับตาปี๋ มือจับชายเสื้อเขาแน่น เธอรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากอกของเขาผ่านแผ่นหลัง และสัมผัสของสิ่งที่แข็งอุ่นอยู่ตรงสะโพกเธอเพียงวูบเดียว ก่อนเขาเบี่ยงตัวออก

“อย่าขยับ” เขาสั่งเสียงแผ่ว แต่ปลายเสียงพร่าเล็กน้อยคล้ายกลั้นใจ

เงียบไปเนิ่นนานราวครึ่งชั่วโมง จนเสียงเท้าหายไปทางท้ายหมู่บ้าน ธาราค่อยคลายมือจากเอวเธอ แต่ยังไม่ถอยห่าง ลมหายใจร้อนรินกระทบซอกคอขาว

“กลุ่มนักล่าเวทของจักรวรรดิมืด” เขาบอกเสียงต่ำ “พวกมันได้กลิ่นจี้แล้ว”

ลลินเบิกตากว้าง มือกำหินใต้เสื้อแน่นจนข้อนิ้วขาว “ตามมาถึงนี่แล้วเหรอ”

“เร็วเกินคาด” ธาราชำเลืองออกไปที่ถนนดินว่างเปล่า “เราออกเดินทันที พวกมันจะกลับมาอีกก่อนค่ำ”

เขาไม่ปล่อยมือจากข้อมือเธออีกเลย กระชากจูงหลบออกทางหลังร้าน ลัดเลาะแนวพุ่มไม้หนามและร่องน้ำตื้นที่เฉอะแฉะ รองเท้าหนังของเขาย่ำโคลนโดยไม่ปริปาก แต่รองเท้าหุ้มส้นใหม่ของเธอแฉะหนักอึ้ง

“ทางนี้ไปถึงไหนคะ” เธอถามเสียงหอบ เหงื่อเม็ดเล็กซึมตามไรผม

“จะมีศาลาร้างริมเหว ประมาณสองคุ้งน้ำ” เขาตอบโดยไม่หันหลัง ก้าวยาวขึ้นอีก

“สองคุ้งน้ำคืออะไร”

“ก็ระยะที่เจ้าเดินจนหายใจไม่ทันสองรอบ” เขาตอบติดจะขำทั้งที่สถานการณ์คับขัน

ลลินหัวเราะทั้งหอบ “คนอะไรพูดน้อยแต่แอบตลก”

ธาราไม่ตอบ แต่บีบข้อมือเธอเบา ๆ คล้ายให้กำลังใจ

เส้นทางค่อย ๆ ยกระดับขึ้น เชิงเขาเต็มไปด้วยรากไม้ใหญ่พันเกี่ยวกันเป็นขั้นบันไดธรรมชาติ ต้นไม้สูงเสียดฟ้า ใบสีเขียวเข้มเป็นมันสะท้อนแสงแดดที่เริ่มบ่ายคล้อย ลมเย็นจากหุบเขาพัดขึ้นมาเป็นระยะ ความเงียบปกคลุม มีเพียงเสียงแมลงและนกแปลกถิ่นร้องขัน

“พักตรงนี้” ธาราพาเธอหลบเข้าใต้ซุ้มรากไทรใหญ่ที่โอบเป็นห้องโถงธรรมชาติ เขาปลดกระเป๋าหนังออกวางบนก้อนหิน หยิบผ้าสักหลาดยื่นให้เธอซับเหงื่อ “ใกล้ถึงศาลาร้างแล้ว จากนั้นเส้นทางจะหายากขึ้น”

ลลินทรุดนั่งบนรากไม้ หัวใจยังเต้นแรงจากทั้งการเดินและความกลัว ภาพนักล่าเวทในชุดคลุมดำพร้อมอาวุธโลหะแวบเข้ามาในห้วงคิด เธอไม่รู้ว่าจักรวรรดิมืดคือใคร และทำไมเลือดของเธอจึงสำคัญนัก

“ธารา” เธอเริ่มเสียงเบา “ถ้าพวกมันจับดิฉันได้ มันจะทำอะไร”

เขานั่งลงห่างเพียงช่วงแขน เอนหลังพิงรากไม้ เช็ดใบดาบเปลวไฟที่ยังไม่มีโอกาสชักออกมาใช้ ดวงตาคมมองตรงมาที่เธอ

“จะเจาะเลือดเจ้าให้หมดร่าง แล้วใช้เนื้อหนังเป็นเครื่องสังเวยเปิดผนึก” เขาตอบไม่อ้อมค้อม “แต่ก่อนจะเจาะเลือด พวกมันจะเยาะเย้ยให้เจ้าหมดความหวังก่อน”

ลลินกลืนน้ำลายฝืดคอ รู้สึกเย็นวาบจากปลายนิ้วถึงท้ายทอย

“แล้วคุณจะสู้มันไหวไหม”

“ข้าไม่อาจสู้ทั้งกองได้” ธาราเก็บดาบเข้าฝัก สายตาจริงจัง “แต่ข้าพาเจ้าหนีจนถึงเมืองหลวงได้”

เสียงน้ำไหลจากธารหินด้านข้างดังแทรกความเงียบ ทั้งคู่หยุดพูดไปครู่หนึ่ง กระแสลมเย็นพัดผ่านกิ่งไม้จนใบสั่นระริก ลลินเหลือบมองคนข้างตัว เหงื่อบาง ๆ ซึมตามสันกรามคม ขนาดเหนื่อยและเปื้อนฝุ่น เขาก็ยังดูเหมือนรูปปั้นเทพเจ้าที่มีชีวิต

“คุณช่วยคนแปลกหน้าแบบนี้ทุกครั้งเลยไหม”

“ไม่” เขาตอบสั้นก่อนลุกขึ้นยืน “ไปต่อ”

ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงสีทองเข้มอาบทิวไม้เป็นเงายาวไล่ตามหลังทั้งคู่ กลิ่นดินชื้นและไอดอกไม้ป่าลอยขึ้นมาราวป่าหลังฝน ศาลาร้างโผล่พ้นหมอกบาง ๆ ตรงหน้า หลังคาไม้มุงแฝกผุพังครึ่งหนึ่ง เสาหินบางต้นล้มนอนตะแคง มีลวดลายคล้ายเถาวัลย์ทองฝังอยู่ตามขอบบัว

“ข้างในมีกันดารมอนสเตอร์ไหม” ลลินถามพลางชะลอฝีเท้า

“ไม่มี ถ้าเข้าไปก่อนพระจันทร์ขึ้น” ธาราก้าวขึ้นบันไดหินสามขั้น ส่งมือให้เธอจับ

ฝ่ามือเขาอุ่นจัดกว่าเดิม เปลวไฟเล็ก ๆ แลบออกจากปลายนิ้วเพียงวาบ ลลินสะดุ้งน้อย ๆ แต่ไม่ดึงมือกลับ รอยยิ้มบางปรากฏที่มุมปากเขาคล้ายพอใจ

ภายในศาลากว้างพอสำหรับกองไฟขนาดย่อม พื้นไม้เก่าบางแผ่นหลุดหายจนเห็นดินเบื้องล่าง ธาราปิดทางเข้าด้วยกิ่งไม้และเชือกหนังที่พกมา แล้วจัดการก่อไฟด้วยพลังจากปลายนิ้ว ทันใดนั้นเปลวไฟสีส้มแดงก็ลุกพรึ่บในหลุมหินกลางศาลา

“เปลี่ยนชุดที่เปียกเถอะ” เขาหยิบห่อผ้าออกจากกระเป๋า ส่งเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ แล้วหันหลังไปนั่งเฝ้าประตู ใบหน้าหันมองแนวทางด่าน

ลลินหลบไปมุมศาลาที่มีเสาหินใหญ่บัง เธอปลดเข็มขัด ถอดเสื้อผ้าเนื้อหนาที่ชุ่มเหงื่อและละอองน้ำออกทีละชิ้น ผิวเนื้อขาวเนียนผุดผาดกลางแสงไฟสลัว อกอิ่มไม่ถูกบีบรัด หัวไหล่มน เอวบางคอดรับสะโพกผายกลมที่เงาไฟวาดเส้นโค้งเน้นชัด

เธอรีบสวมเสื้อผ้าใหม่ เนื้อผ้าด้านในไม่มีอะไรรองรับ หน้าอกจึงขยับตุ้มนุ่มตามแรงหายใจ ปลายถูผ้าหยาบจนเสียวซ่านวูบชั่วครู่ เธอกัดริมฝีปาก อดคิดถึงมือหยาบที่เคยลวนลามในตรอกไม่ได้ แล้วก็กวาดสายตามองแผ่นหลังกว้างของธาราโดยอัตโนมัติ

“หิวไหม” เขาถามโดยไม่หันมา เหมือนรู้ว่าเธอเปลี่ยนเสร็จแล้ว

“นิดหน่อย” เธอเดินกลับมานั่งข้างกองไฟ พับขา กระโปรงผ้าที่ปรับเป็นกางเกงสามส่วนพอดีตัว ทำให้ต้นขาขาวผุดเป็นมัน

เขาส่งเนื้อตากแห้งกับผลไม้เล็ก ๆ สีม่วงเข้มให้ เธอรับมาโดยไม่มองหน้าเขา แต่ช่วงที่นิ้วแตะกัน เธอรู้สึกถึงประจุร้อนวูบที่ทำให้ท้องน้อยเกร็งอย่างเลี่ยงไม่ได้

“เมื่อคืนเจ้าฝันถึงคนที่ทำร้ายเจ้า” จู่ ๆ ธาราพูดขึ้น สายตาจับจ้องกองไฟ “ความกลัวนั้นยังอยู่ในตัวเจ้า ข้าเห็นสายตาเจ้าตอนตลาด”

ลลินชะงัก เนื้อแห้งค้างอยู่ระหว่างนิ้ว “ก็… มันจำไม่ลืมจริง ๆ ค่ะ”

“แต่เจ้าหนีมาได้” เขาเสียงเรียบ “เจ้ายังมีลมหายใจ นั่นคือพละกำลังที่เหลืออยู่”

“พลังไม่พอ ถ้ายังกลัวทุกเงา” เธอสารภาพเสียงพร่าอาย ๆ

เขาหันมามองเธอเต็มตาเปลวไฟสะท้อนในม่านตาดำเปล่งประกายแดงก่ำ “งั้นจงใช้ความกลัวให้เป็นไฟ แล้วข้าจะสอนเจ้าให้เผามัน”

ลลินมองเขานิ่ง หัวใจพองด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ เธอไม่รู้ว่ามันคือความปลอดภัยหรือแรงดึงดูดที่อันตรายกว่าสิ่งใด

ค่ำคืนโรยตัวลง พระจันทร์สองดวงค่อย ๆ ปรากฏ ดวงเล็กสีเงินเย็น ดวงใหญ่สีแดงจางคล้ายหยดเลือดลอยอยู่ไกลฟ้า เสียงหมาป่าเห่าหอนดังมาจากหุบเขาลึก ธาราดับไฟครึ่งหนึ่งให้เหลือเพียงถ่านแดงริบหรี่ แล้วมานั่งพิงเสาหินห่างจากเธอหนึ่งช่วงแขน

“นอนเถอะ ข้าจะเฝ้าให้” เขาใช้ผ้าสักหลาดคลุมไหล่ให้เธอ

ลลินเอนตัวลงกับพื้นไม้ที่ปูใบตองแห้งไว้ กลิ่นไม้เก่าผสมควันไฟอบอุ่น เธอมองชายหนุ่มที่นั่งคุมเชิงอยู่ข้าง ๆ เงานิ้วและสันกรามคมชัดขึ้นทุกครั้งที่ถ่านไฟปะทุแดงวาบ

“ธารา… ดิฉันฝันว่ามีมือเย็น ๆ จับขา” เธอพึมพำครึ่งหลับ

“ข้าอยู่นี่” เขาตอบแผ่ว ปลายนิ้วแตะหลังมือเธอเบา ๆ “ไม่มีใครแตะตัวเจ้าอีก”

ถ้อยคำเหมือนสัญญานั้นพาเธอจมหายเข้าสู่ห้วงนิทรา แม้ยังรู้สึกว่าร่างใหญ่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นจนได้กลิ่นเขาตลบอบอวลราวเปลวไฟในฤดูหนาว

ดึกสงัด เสียงครางแผ่วของแรงลมทุบผนังศาลาเสียงหนึ่งแล้วก็เงียบ ลลินสะดุ้งตื่นเมื่อรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่จากแผ่นหลัง เธอพบว่าธารานั่งพิงเสาหินอยู่ข้างหลังเธอในระยะประชิด หัวเข่าข้างหนึ่งเปิดออก ผ้าห่มของเขาคลุมลงมาบนตัวเธออีกชั้น

จี้หินใต้เสื้อเธออุ่นวาบขึ้นมากะทันหัน ราวกับตอบสนองบางสิ่ง ลลินกดมือที่อก สายตากวาดไปยังประตูศาลา… เงาสูงดำคล้ายคนยืนนิ่งอยู่นอกม่านหมอกสองดวงตาเรืองสีแดงจาง

“ธารา” เธอกระซิบสั่น “มีบางอย่างอยู่ข้างนอก”

เขาลืมตาขึ้นโดยไม่ขยับตัว เปลวไฟในดวงตาคุกรุ่นเต็มถี่ มือข้างหนึ่งเลื่อนไปกำดาบที่วางพาดตัก

“กี่ตัว” เขาถามเสียงแผ่วลอดไรฟัน

“หนึ่ง… เห็นหนึ่ง” เธอตอบพยายามไม่มองตรงตาอีกครั้ง

เงาตรงประตูขยับเข้ามาเพียงนิ้วเดียว กลิ่นหนังเปียกและเลือดเน่าเหม็นคละคลุ้งลอยเข้าไปในศาลา ธาราลุกพรวดเพียงเสี้ยวพริบตา ดาบเปลวไฟลุกพรึ่บจนแสงสีส้มแดงขับไล่ความมืดจากหลืบไม้

“อยู่ข้างหลังข้า” เขาสั่งเสียงเข้ม ร่างสูงใหญ่ยืนขวางระหว่างเธอกับเงาดำ

ลลินคลานถอยหลังพิงเสาหิน ดวงตาเบิกกว้าง ร่างเงานั้นก้าวพ้นเงาไม้เข้ามา เผยร่างชายผอมสูงในชุดคลุมดำ ใบหน้าครึ่งหนึ่งกร่อนเหมือนเนื้อถูกไฟเผา มือข้างหนึ่งถือโซ่ที่มีหนามเหล็กเล็ก ๆ ฝังปลาย

“มอบหญิงโลหิตทองมาเสียดี ๆ” เสียงมันเหมือนโลหะเสียดสีกัน “แล้วเราจะไม่ฉีกเจ้าเป็นชิ้น ๆ นักรบหนุ่ม”

แววตาธาราวาบแดงดุดั่งเปลวไฟลามทุ่ง หัวไหล่ขยายกว้างขึ้น รอยสักแดงตามแขนเปล่งแสงร้อนจาง ๆ กล้ามเนื้อแขนพองเกร็งเป็นมัดเมื่อกำดาบแน่น

“ลองดู”

คำเดียวเท่านั้นที่เขาตอบ ก่อนร่างจะพุ่งทะยานเข้าปะทะเงาดำ เปลวไฟสีส้มปะทะโซ่หนามจนประกายไฟกระจาย ดาบฟาดกระทบโลหะเสียงกึกก้อง ลลินกดมือที่หู หัวใจกระหน่ำจนแทบสำลัก เธอเห็นข้อมือธาราถูกโซ่ฟาดเข้าจนเลือดไหลซิบ แต่เขาไม่ถอย ดาบเปลวไฟพลิ้วร่ายรำขึ้นลงเป็นวงกลม เพลิงลามใบมีดยาวขึ้นสองเท่า

สัตว์ประหลาดร้องคำรามแสบแก้วหู มันกระโดดถอยออกไปที่ลานหน้าศาลา แล้วเป่าเขาสัตว์สีดำเล็ก ๆ สามครั้ง เสียงแหลมกังวานราวเข็มทิ่มทะลุสมอง

“พวกมันจะยกพวกมา!” ธาราหันมาตะโกน “วิ่งตามข้ามาเดี๋ยวนี้!”

มือใหญ่คว้าข้อมือเธอไว้แน่น เขาออกวิ่งทะลุประตูหลังศาลาที่พังครึ่ง นำลงทางลาดชันที่ปกคลุมด้วยหมอกขาว มือข้างหนึ่งถือดาบเปลวไฟนำทาง แสงสีส้มสาดส่องทางเบื้องหน้าเป็นเงาเต้นเร่า

“ไหวไหม” เขาเหลียวถาม ลมหายใจแรง แต่จังหวะไม่สะดุด

“ไหว!” เธอตะโกนกลบเสียงหัวใจตัวเอง

ทั้งคู่วิ่งเลียบร่องธารหิน กระโดดข้ามรากไม้และแอ่งโคลนหนืด รองเท้าลลินเปียกโชกจนหนักอึ้ง แต่แรงมือของเขาฉุดเธอไว้ทุกจังหวะ ไม่ปล่อยให้ล้มแม้เสี้ยววินาที

ทว่าจี้หินที่อกเธอกลับร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ แสงม่วงเรืองลอดผ่านเสื้อผ้าเนื้อหนาจนเห็นเป็นจ้ำสว่าง ธาราเหลือบมาเห็นพอดี ดวงตาเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

“พลังจี้ตื่นแล้ว” เขาพึมพำ “ตอนนี้อันตรายกว่าพวกมันเสียอีก”

ลลินอยากถามให้หายสงสัย แต่เสียงฝีเท้าและโซ่กระทบพื้นดังไล่หลังมาในความมืด ธาราจูงเธอหักเลี้ยวผ่านพุ่มไม้หนาเข้าสู่โกรกหินแคบ กำแพงหินสูงชันสองข้างเรียวเข้าหากันจนเกือบมิดแสงจันทร์

ทันใดนั้นเส้นเลื้อยคล้ายเงาหมึกหมื่นเส้น พุ่งออกจากกำแพงเข้ามาพันขาลลินเร็วกว่าที่ตามองเห็น เธอกรีดร้องเต็มเสียงเมื่อมันรั้งร่างเธอลงกับพื้น ปลายเส้นเลื้อยหลายเส้นชอนไชใต้ผ้าขึ้นมาถึงต้นขา

“ธารา!!” เธอตะโกนลั่น มือคว้าเข่าเขาไว้ได้ก่อนจะถูกลากหายไปในร่องแคบ

เขาก้มตัวฟันดาบตัดเส้นเลื้อยขาดเป็นไฟแลบ แต่เส้นใหม่พุ่งมาจากแนวหินหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ มันมัดต้นแขน ดึงจนดาบหลุดจากมือเปลวไฟมอดแทบจะทันที

“อย่าหายใจ!” เขากระชากร่างเธอมากอดแนบชิด ลมหายใจร้อนผ่าวกระทบขมับ “จี้กำลังเปิดรอยแยก จงกดมันให้หินสัมผัสหัวใจ!”

ลลินมือสั่นระริกปลดเสื้อชั้นนอกออก แสงม่วงจากหินสว่างจ้าขึ้น ๆ จนเผยให้เห็นเส้นเลื้อยดำจำนวนมหาศาลที่กำลังเลื้อยปิดช่องทางตรงหน้า

“ไม่ได้… มันเจ็บ—” เธอครวญเมื่อหนวดบางเส้นแทรกเข้ามาใต้กระโปรงกางเกงเลื้อยถึงต้นขาใน บีบเนื้อจนเสียววาบแปลบปลาบ

“อดทนไว้” ธาราประคองหน้าเธอให้เงยสบตา เปลวไฟในดวงตาเขาสาดส่องจนแทบร้อนภัยแผดเผา “หายใจกับข้า!”

เขาประกบริมฝีปากเข้าหาโดยไม่ทันให้เธอตั้งตัว ลมหายใจร้อนถ่ายเทผ่านปากสู่ปาก เปลวไฟบางเบาแลบจากปลายลิ้นเขาสู่ช่องคอเธอ จี้หินที่อกสะท้านสั่น แสงม่วงเปลี่ยนเป็นสีทองเจิดจ้าพุ่งทะลุซี่โครงออกมาเป็นคลื่นพลัง

เส้นเลื้อยดำกรีดร้องแหลมลั่น หดตัวหายลับเข้าไปในรอยแยกของหินราวกับเกลือโดนไฟ ทุกอย่างพลันเงียบงัน

ริมฝีปากของเขายังแนบอยู่กับเธอ… ลมหายใจสะท้อนถี่ อกกว้างกดทับทรวงอิ่มที่เนื้อผ้าไร้ชั้นในจนหัวอกเธอแข็งเป็นไตไหว ๆ ภายใต้เสื้อบาง

ธาราเป็นฝ่ายถอนริมฝีปากช้า ๆ แต่หน้าผากยังแตะหน้าเธอ มือแกร่งรั้งเอวบางไว้แน่น นัยน์ตาคุแดงเหลือบมองริมฝีปากเธอที่บวมช้ำเล็กน้อยจากการบดเบียด

“เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะขี่พลัง ไม่งั้นมันจะกลืนเจ้า” เสียงเขาแหบพล่าน อกกระเพื่อมแรง

ลลินแทบพูดไม่ออก ริมฝีปากยังร้อนวาบ ตอนนี้เธอไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะคิดเรื่องหนีอีกแล้ว ความต้องการบางอย่างผุดขึ้นกลางอก สั่นสะท้านระหว่างขาเกินจะหักห้าม

“แล้วถ้าดิฉันอยากให้คุณช่วย… สอนทุกอย่าง” เธอพึมพำเสียงสั่น นิ้วมือกำชายเสื้อเขาแน่น

ดวงตาธารามืดวาบดั่งราตรีที่พร้อมลุกไหม้ เขากลืนหายใจเฮือกใหญ่ กดร่างเธอแนบกับอกแกร่งจนได้ยินเสียงหัวใจเขาเต้นสะท้าน

เสียงเขาสัตว์คราวนี้ดังจากยอดเขาทั้งสองฝั่ง พร้อมกลองลึกดึกดำบรรพ์ที่ก้องกังวานจนพื้นหินสั่นสะเทือน

“ยังไม่จบ” เขาช้อนตัวเธอขึ้นในอ้อมแขนอย่างไม่ลังเล “คืนนี้เราต้องหนีให้พ้นแนวเขา”

ลลินเอาแขนคล้องคอเขาแนบชิดโดยไม่ขัดขืน แม้ส่วนลึกในใจจะหวาดกลัว แต่ความปรารถนาที่เพิ่งจุดติดทำให้หัวใจเธอเต้นแรงไม่แพ้แสงสีทองของจี้ที่ยังเรืองรางอยู่ระหว่างอกทั้งคู่

— จบตอนที่ 4/16 — โปรดติดตามตอนที่ 5 ต่อไป
⏰ ตอนต่อไป: 05/09 05:43 น.