ม่านฟ้าปักใจ

🔤 ขนาดตัวหนังสือ:
💬 LINE𝕏
📖 คุณกำลังอ่าน: เรื่องเสียว 18+ หมวดหมู่ เรื่องเสียว ประสบการณ์จริงอ่านฟรีที่ ThaiXTale


ตอนที่ 1

ค่ำคืนเดือนสิบสอง แสงจันทร์ทอประกายกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองอร่ามของวังตะวันออก เสียงลมหนาวพัดผ่านแนวต้นสนสูงเสียดฟ้ารอบพระตำหนัก รัชทายาทเยี่ยนอ๋องประทับนิ่งบนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม พระหัตถ์เรียวยาวพลิกม้วนฎีกาในมืออย่างใช้ความคิด ใบหน้าคมคายราวเทพแกะสลักเคร่งขรึม ดวงตาสีดำสนิทดุจเหยี่ยวเหนือสมรภูมิกวาดมองอักษรแต่ละตัว เสื้อคลุมยาวสีดำปักดิ้นเงินรูปมังกรห้าเล็บแนบกับแผงอกกว้าง แผ่วเบาแต่แฝงพลังอำนาจที่ทำให้ผู้พบเห็นไม่กล้าสบตา

ในห้องโถงกว้างจุดตะเกียงหอมหมื่นลี้ไว้หลายดวง แสงสลัวทอดเงาของร่างสูงโปร่งลงบนพื้นไม้ขัดมัน บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจของตน องครักษ์หนุ่มจ้าวอี้ยืนเฝ้าอยู่เบื้องล่าง มือกุมด้ามดาบยาวที่เอว ใบหน้าคมเข้มซื่อสัตย์เหลือบมองนายของตนด้วยความเคารพ เขาเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าแฝงในแววตาเย็นชาคู่นั้น แต่ไม่กล้าเอ่ยถาม รอเพียงคำสั่งเท่านั้น

ประตูไม้แกะสลักลายเมฆมงคลถูกผลักเปิดออกอย่างนุ่มนวล ขันทีชราผู้ดูแลพระตำหนักก้าวเข้ามาคุกเข่าราบ ทูลด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “ฝ่าบาท ฮูหยินหลินมาถึงแล้วขอรับ”

เยี่ยนอ๋องเงยพระพักตร์ขึ้นช้า ๆ นัยน์ตาดำสนิทไม่แสดงความรู้สึกใด ทรงวางฎีกาลงบนโต๊ะ ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบา ๆ หนึ่งครั้ง “ให้นางเข้ามา”

จ้าวอี้หันมองประตูอย่างอดไม่ได้ ใจเต้นแรงอย่างประหลาด รู้ว่าหญิงผู้นี้คือชายารองที่ฮ่องเต้พระบิดาทรงประทานให้เพื่อสอดแนมความเคลื่อนไหวของพระตำหนักตะวันออก ทว่าชื่อเสียงของหลินหว่านชิงเลื่องลือไปทั่วราชสำนักว่านางงดงามนัก งดงามจนแม้แต่กลีบบัวในสระหลวงยังอาย

ม่านผ้าแพรสีแดงถูกแหวกออก กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมยลอยมาก่อนตัว หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวหยกปักลายนกกระเรียนขาวก้าวเข้ามาช้า ๆ ก้มศีรษะต่ำตามธรรมเนียม ท่วงท่าอ่อนช้อยราวกิ่งหลิวต้องลม ร่างบางระหงในชุดรัดเอวพอดีเผยให้เห็นทรวดทรงงดงาม อกอวบอิ่มแนบแน่นอยู่ใต้ผ้าแพรเนื้อดี สะโพกผายกลมกลึงยามเคลื่อนไหวชวนให้สายตาจับจ้องโดยไม่รู้ตัว

นางคุกเข่าลงถวายบังคม เอ่ยเสียงใสดั่งหยาดน้ำค้างหยดลงใบบัว “หม่อมฉันหลินหว่านชิง ขอถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”

เยี่ยนอ๋องทอดพระเนตรนางอยู่นาน ดวงตาคมกริบไล่จากเรือนผมสีดำขลับเกล้าเป็นมวยประดับปิ่นหยกเขียว ลงมายังใบหน้ารูปไข่ ไรคิ้วโก่งดั่งคันศร ดวงตากลมโตแฝงประกายเฉียบแหลม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอิ่มแดงระเรื่อราวกลีบกุหลาบแรกแย้ม พระองค์ไม่ทรงปริปากใด ๆ ปล่อยให้ความเงียบกดทับหญิงสาวตรงหน้า

หลินหว่านชิงยังคงก้มหน้านิ่ง มือเล็กสองข้างวางซ้อนกันบนตัก แม้หัวใจจะเต้นแรงเพียงใด นางก็มิแสดงอาการหวาดหวั่นออกมาแม้แต่น้อย รู้ดีว่าชายตรงหน้าคือผู้ที่ถูกขนานนามว่าราชสีห์หนุ่มแห่งต้าฉิน ใครก็ตามที่ย่างกรายใกล้ล้วนถูกความเย็นชาแผดเผาจนแทบสิ้นใจ

“เงยหน้าขึ้น” พระสุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียบ ๆ

นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบพระเนตรโดยไม่หลบตา ดวงตาคู่สวยจ้องตอบกลับไปอย่างกล้าหาญ เยี่ยนอ๋องทรงพินิจนางอยู่อึดใจหนึ่งก็คล้ายจะพอพระทัย ยกยิ้มบางที่มุมปากอันแทบมองไม่เห็น “เจ้าชื่อหลินหว่านชิง หลานสาวของเสนาบดีหลินที่ถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อฤดูใบไม้ร่วง”

“เจ้าค่ะ” นางตอบเสียงเรียบ น้ำเสียงหนักแน่นผิดจากท่าทางบอบบาง

“รู้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงถูกส่งมา” พระองค์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ใช้พระหัตถ์เท้าพระปราง ทอดมองนางด้วยแววตาหยั่งเชิง

“รู้เพคะ หม่อมฉันถูกส่งมาให้เป็นเครื่องมือของพระสนมสือ มาคอยสอดแนมความเคลื่อนไหวในพระตำหนักตะวันออก”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เยี่ยนอ๋องชะงักเล็กน้อย คิ้วเข้มเลิกขึ้นแทบไม่ทันสังเกต จ้าวอี้เองก็เบิกตากว้าง เขาไม่คิดว่าหญิงสาวจะกล้ายอมรับเช่นนี้

“เจ้ากล้าพูดเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าโทษฐานเป็นสายลับในวังหลวงมีเพียงประการเดียว” น้ำเสียงทุ้มยังคงเรียบ หากแววตาคมกริบดุจคมมีดจ้องเขม็ง

หลินหว่านชิงยิ้มบาง ดวงตาฉายประกายท้าทาย “หม่อมฉันรู้เพคะ แต่หม่อมฉันเลือกที่จะพูดความจริง หม่อมฉันไม่เคยเต็มใจเป็นเครื่องมือของผู้ใด หากฝ่าบาทจะประหารก็เชิญเถิดเพคะ อย่างน้อยก็ตายอย่างมีศักดิ์ศรี”

คำพูดของนางก้องอยู่ในโถงกว้าง เยี่ยนอ๋องทรงนิ่งไปหลายลมหายใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ในชุดดำเดินตรงมายังหญิงสาวอย่างช้า ๆ แต่ละก้าวหนักแน่นดุจเสือเดินในกรง กลิ่นหอมเย็นคล้ายสนแผ่วจากกายพระองค์โอบล้อมนางไว้ เขาหยุดยืนตรงหน้า เงามืดปกคลุมร่างบางที่ยังคุกเข่า

พระหัตถ์เรียวยาวยื่นไปเชยคางนางขึ้นให้สบตา นิ้วแข็งแรงแตะผิวเนียนละเอียดราวสัมผัสแพรพรรณ ดวงตาสีดำสนิทจ้องลึกลงในดวงตาของนาง ราวจะค้นหาความเท็จ “แล้วเจ้ามีค่าเพียงใด กล้าท้าทายอำนาจของชายที่สามารถเด็ดหัวเจ้าได้ในชั่วอึดใจ”

“หม่อมฉันไม่มีค่าอะไรเพคะหากเทียบกับอำนาจ แต่หม่อมฉันมีสมอง กับหัวใจที่ภักดีต่อผู้ที่คู่ควร”

“ผู้ที่คู่ควร” พระองค์ทวนคำเบา ๆ แววตาวาวโรจน์ขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะปล่อยมืออย่างไม่ใยดี “ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องอยู่ในฐานะชายารองของเรา จำไว้ว่าในตำหนักนี้ไม่มีที่ให้คนทรยศ หากเจ้าคิดทรยศ จะได้พบกับความตายที่ช้ากว่าใครในใต้หล้า”

เขาหันหลังกลับไปยังโต๊ะทรงงาน ปล่อยให้นางคุกเข่านิ่งอยู่ที่พื้น จ้าวอี้มองภาพนั้นแล้วบีบด้ามดาบแน่น ใจคอไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก รูปโฉมของนางตราตรึงในความคิดเขาตั้งแต่วินาทีแรกที่แหวกม่านเข้ามา อกอวบใต้เสื้อแพรสั่นไหวตามลมหายใจ แก้มเนียนแดงระเรื่อ แววตาใสกระจ่างแต่แฝงความเด็ดเดี่ยวเกินสตรีธรรมดา

“จ้าวอี้ พาแม่นางไปยังเรือนเหมยแดง คืนนี้ให้คนเฝ้าให้ดี” เยี่ยนอ๋องตรัสโดยไม่หันมอง

“ขอรับ” องครักษ์หนุ่มรับคำ เขาเดินไปยังหลินหว่านชิงยื่นมือให้อย่างนอบน้อม “เชิญฮูหยิน”

นางลุกขึ้นยืน แวบหนึ่งที่สบตากับจ้าวอี้ เขาเห็นแววขอบคุณอ่อนโยนในดวงตาคู่นั้น หัวใจหนุ่มแน่นแปลบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

ยามนั้นเอง ขันทีหน้าประตูรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าราบอีกครั้ง น้ำเสียงตื่นตระหนก “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ สือฮูหยินเสด็จมาโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า”

หลินหว่านชิงชะงักกึก ใบหน้าสวยซีดลงเล็กน้อย จ้าวอี้ขมวดคิ้ว แม้แต่เยี่ยนอ๋องยังหันกลับมามองอย่างฉงน แววตาเย็นชาฉายประกายระแวดระวัง

เพียงครู่ เสียงฝีเท้าสตรีหลายคู่ดังเข้ามา กลิ่นเครื่องหอมอบร่ำแรงกลายตลบอบอวลไปทั้งห้องโถง พระสนมเอกสือฮูหยินก้าวเข้ามาในอาภรณ์สีแดงชาดปักดิ้นทองรูปหงส์สยายปีก ใบหน้างามสง่าดุดัน ไรคิ้วเข้มโก่งดั่งปีกกา ดวงตายาวเรียวกรีดประกายเจ้าเล่ห์ ริมฝีปากแดงสดหยักยิ้มเย็นหยัน นางสูงศักดิ์ทุกองคาพยพ ร่างอรชรในชุดรัดรูปอวดเอวคอดและอกอวบล้นทะลักจนคล้ายจะระเบิดออกจากเสื้อปักแน่น

“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันได้ข่าวว่ารัชทายาทรับชายารองเข้าวังในคืนนี้ สมควรหรือที่จะไม่ให้หม่อมฉันในฐานะพระสนมเอกได้พบหน้าอวยพรก่อน” น้ำเสียงหวานเจือเสน่ห์ หากแฝงคมมีดในทุกถ้อยคำ

เยี่ยนอ๋องประทับยืนสง่า พระพักตร์เรียบเฉย “ฮูหยินมาถึงโดยไม่แจ้ง เกรงว่าจะผิดธรรมเนียม”

“ธรรมเนียมใดจะสำคัญเท่าความห่วงใยที่หม่อมฉันมีต่อฝ่าบาทเพคะ” นางก้าวเข้าใกล้ขึ้นอีก กายเกือบแนบพระองค์ ดวงตากรุ้มกริ่มช้อนมองพระพักตร์คมคาย

หลินหว่านชิงยืนหลบอยู่ข้างจ้าวอี้ มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาสงบนิ่ง รู้ทันทีว่าพระสนมเอกมิได้มาเพียงเพื่ออวยพร แต่มาเพื่อวัดใจและข่มขวัญนางเอง

สือฮูหยินหันมามองนาง ดวงตายาวเรียวไล่สำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนยกยิ้มเยาะหยัน “งดงามสมคำเล่าลือจริง ๆ หวังว่าเจ้าคงไม่ใช่เพียงดอกไม้ที่ไร้ประโยชน์”

“ขอบพระคุณฮูหยินที่เอ่ยชม หว่านชิงจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพคะ” นางก้มศีรษะตอบถ่อมตน หากน้ำเสียงมั่นคง

“ทำหน้าที่” สือฮูหยินหัวเราะเบา ๆ “ในราชสำนักนี้ คนที่ทำหน้าที่ไม่ดี มักไม่มีโอกาสได้แก้ตัว”

เยี่ยนอ๋องแทรกขึ้นเสียงเรียบ “พอแล้ว ค่ำคืนนี้ดึกมาก ฮูหยินควรกลับตำหนัก พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

สือฮูหยินเม้มริมฝีปากแน่น แววตาไม่พอใจวาบหนึ่ง หากยังรักษามารยาท ถอนสายบัว ค้อมตัวอวยพร แล้วเดินออกไปพร้อมข้ารับใช้สาว ๆ ไม่วายหันมามองหลินหว่านชิงอีกครั้ง คมแววตานั้นบ่งบอกว่านี่คือจุดเริ่มของความเป็นศัตรูที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

เมื่อนางจากไป ห้องโถงเงียบลงอีกครั้ง เยี่ยนอ๋องทรงสูดลมหายใจลึก หันมาทางหลินหว่านชิง “เจ้ากลับไปพักเถิด จำไว้ว่าต่อจากนี้ ทุกย่างก้าวของเจ้าในวังหลวงมีเดิมพันเป็นชีวิต”

นางจ้องมองพระองค์นิ่ง “หม่อมฉันรู้เพคะ แต่อยากทูลว่าหม่อมฉันไม่ได้กลัว”

“ดี” พระองค์ตอบคำเดียว แล้วโบกพระหัตถ์เป็นเชิงให้ออกไป

จ้าวอี้พานางเดินเลาะทางเดินในสวน มองแผ่นหลังบางที่ก้าวไปอย่างมั่นคงภายใต้แสงจันทร์ ความเงียบปกคลุมสองหนุ่มสาว เขาอยากกล่าวปลอบโยน แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร นางเดินเคียงข้างเขาเงียบ ๆ ใบหน้างามขึ้นสีซีดเมื่อพ้นสายตาคนอื่น

“ฮูหยินไม่เป็นไรใช่หรือไม่ขอรับ” เขาเอ่ยถามในที่สุด

นางหันมามองเขายิ้มบาง “ข้าไม่เป็นไร ท่านองครักษ์ช่างมีน้ำใจ ต่อไปข้าคงต้องรบกวนอีกมาก”

“ย่อมได้ขอรับ หน้าที่ของข้าคือปกป้องพระตำหนักและทุกคนในนี้” น้ำเสียงเขาจริงใจ ดวงตาคมจ้องมองนางอยู่นาน

ทั้งสองเดินถึงเรือนเหมยแดง กลีบดอกเหมยสีชมพูปลิดปลิวตามลมหนาว ส่งกลิ่นหอมละมุนทั่วบริเวณ จ้าวอี้เปิดประตูให้นางเข้าไป สายตาอดไม่ได้มองตามเรือนร่างบอบบางจนลับหายไป

ขณะเดียวกัน ในห้องโถงใหญ่ เยี่ยนอ๋องประทับลงบนเก้าอี้ตัวเดิม ใช้พระหัตถ์กุมขมับแน่น ความวุ่นวายในใจก่อตัวขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ภาพใบหน้าของหลินหว่านชิงติดอยู่ในพระหฤทัย แววตากล้าหาญไร้ความกลัวของนางสั่นคลอนกำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างไว้หลายปี ขนตายาวแผ่วเมื่อหลับพระเนตร พระองค์พยายามผลักความคิดนั้นออกไป หากภาพหน้าอกอวบอิ่มใต้เสื้อแพรแนบเนื้อกลับยิ่งชัดเจนราวต้องมนต์

“นางเป็นแค่เครื่องมือ” พระองค์กระซิบกับตัวเอง หากปลายพระหัตถ์สั่นเล็กน้อยอย่างไม่ประสาท

ทว่านอกหน้าต่าง เหนือกิ่งสนสูง มือมืดชุดดำสองคนซ่อนตัวเงียบกริบ มองเห็นทุกสิ่งผ่านช่องลม บุคคลลึกลับหันมาพยักหน้าให้กันก่อนจะหายวับไปกับความมืด ทิ้งไว้เพียงเสียงนกกลางคืนร้องก้องกังวานราวลางร้าย

ยามหลินหว่านชิงนั่งลงบนเตียงไม้แกะสลักในเรือนเหมยแดง ใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกหลากหลาย ความอ้างว้าง ความตื่นเต้น และความหวาดกลัวปะปนกันจนแทบขาดใจ นางปลดปิ่นหยกออก ปล่อยผมยาวสยายลงมากลางหลัง มองเงาตัวเองในกระจกบานเล็ก เห็นดวงตาของตนเต็มไปด้วยคำถามว่านับจากนี้จะเอาชีวิตรอดในรังมังกรนี้ได้อย่างไร

ทันใดนั้น เสียงผลักประตูเบา ๆ ดังมาจากนอกชาน จ้าวอี้ชักดาบออกฉับพลัน ก้าวเข้าบังหน้านาง ร่างสูงปราดเปรียวดุจเสือทะยาน เขาเพ่งมองผ่านม่านตาไปยังเงาที่แทรกซึมเข้ามาในความมืด ปลายดาบจับแสงจันทร์วาววับ

“ใคร” เขาตวาดเสียงต่ำหนักแน่น

ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงวัตถุเล็ก ๆ กระทบพื้นหินหน้าระเบียงดังติ๋ง ก่อนกลิ่นสมุนไพรแปลกคลุ้งขึ้นทั่ว ยามนั้นเองหลินหว่านชิงรู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ตาพร่ามัว ร่างอ่อนปวกเปียกล้มลงกับเตียง จ้าวอี้หันขวับมาเห็น รีบเข้าไปประคองนางไว้ในอ้อมแขน ดาบในมือยังชี้ไปทางประตู

ร่างแนบอยู่ในอกกว้างของเขา ความอุ่นจากกายหนุ่มแผ่ซ่านเข้าผิวนาง หน้าอกอิ่มเบียดกับท่อนแขนแข็งแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาสะดุ้งเมื่อสัมผัสความนุ่มนวลนั้น กลิ่นหอมจากผิวนางโชยแตะจมูกเรียกเลือดลมให้พลุ่งพล่านเกินห้ามใจ คมเขี้ยวเม้มแน่นสู้กับความเงี่ยนงาบที่แล่นจากหน้าท้องลงสู่หว่างขา

“ฮูหยิน ตั้งสติ” เขากระซิบเสียงพร่า กลั้นใจประคองนางขึ้นนั่งพิงหมอน มองดวงตาคู่สวยที่ปรือไหว เกือบจะลืมตัวจูบหน้าผากเนียนนุ่มนั้นให้หายรุ่มร้อน

ขณะเดียวกัน เสียงฝีเท้าเฉียบคมดังจากหลังเรือน ร่างหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว จ้าวอี้ผละจากนางเตรียมตั้งรับ หากแสงไฟสลัวจากตะเกียงนอกห้องเผยให้เห็นใบหน้าคมสันของเยี่ยนอ๋อง พระองค์ทรงยืนอยู่ตรงประตู พระพักตร์นิ่ง หากสายตาดุดันจับจ้องที่สองร่างใกล้ชิดตรงเตียงนอน หัตถ์กำม้วนผ้าสีดำแน่น

“เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงโทสะทำให้ทั้งห้องเย็นยะเยือก

— จบตอนที่ 1/16 — โปรดติดตามตอนที่ 2 ต่อไป
⏰ ตอนต่อไป: 01/09 18:23 น.
ตอนที่ 2

แสงเทียนในศาลารับรองยังคงริบหรี่ เปลวไฟสะบัดไหวแรงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเยี่ยนอ๋องทรงก้าวถอยห่างจากนางเพียงคืบ พระเนตรคมจับจ้องใบหน้างามที่แม้แววตาจะกล้าแต่ริมฝีปากกลับเม้มแน่นราวกำลังข่มความหวาดหวั่น

“กล้าพูดเช่นนี้…แสดงว่าเตรียมใจไว้แล้ว” พระสุรเสียงทุ้มต่ำดังจากพระโอษฐ์ที่แทบไม่ขยับ “แล้วถ้าข้าบอกว่า ไม่เชื่อใจเจ้าแม้แต่น้อยเล่า”

หลินหว่านชิงเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรอีกครั้ง ดวงหน้าขาวผ่องขับให้ริมฝีปากสีชาดยิ่งเด่นชัด นางค่อย ๆ คลายมือที่กำชายกระโปรงออกช้า ๆ แล้วทูลตอบอย่างชัดถ้อย

“หม่อมฉันมิได้ขอให้พระองค์เชื่อ เพียงขอโอกาสพิสูจน์ตนเอง หากพระองค์ทรงเห็นว่าหม่อมฉันไร้ค่าเมื่อใด ค่อยประทานโทษก็ยังไม่สาย”

เยี่ยนอ๋องทรงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แววตาคมกริบมีประกายบางอย่างวาบผ่าน ก่อนจะทรงแค่นพระสรวลในพระโอษฐ์เบา ๆ อย่างที่จ้าวอี้ไม่เคยได้ยินมานานนัก

“ปากกล้านัก พรุ่งนี้จงมาพร้อมข้าที่ตำหนักใน แล้วเจ้าจะรู้ว่า ‘โอกาส’ ของข้าน่ะ…ได้มาง่าย ๆ หรือไม่”

สิ้นพระดำรัส พระองค์ก็ทรงสะบัดชายคลุมยาวสีดำปักดิ้นทองหมุนพระวรกายกลับไปยังโต๊ะทรงอักษร ทิ้งให้หลินหว่านชิงยอบกายลงถวายบังคมอย่างเรียบร้อย ใบหน้าสวยสงบ ทว่าหัวใจในอกกลับเต้นระรัวจนแทบจะได้ยินเสียงเอง

จ้าวอี้ก้าวตามไปส่งฮูหยินหลินที่ประตูศาลา พลางเอ่ยเสียงเบา “ฮูหยินช่างอาจหาญยิ่งนัก กระหม่อมไม่เคยเห็นผู้ใดกล้าทูลตอบองค์ชายเช่นนี้”

หลินหว่านชิงเหลือบมององครักษ์หนุ่มเพียงเล็กน้อย แล้วยิ้มบางอย่างมีมารยาท “ข้าเพียงพูดความจริง ท่านองครักษ์คิดว่าผิดหรือ”

จ้าวอี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “ไม่ผิด เพียงแต่ในวังนี้…ความจริงมักนำภัยมาสู่ผู้พูดเสมอ”

คำพูดนั้นทิ้งค้างอยู่ในอากาศยามนางก้าวขึ้นเกี้ยวเล็กกลับเรือนตะวันตก ระหว่างทางผ่านสวนหินต้ายหลี่ แสงจันทร์สาดส่องลงมาเป็นลำ ร่างบางในอาภรณ์แพรสีม่วงอ่อนพลิ้วไหวตามจังหวะเกี้ยวที่เคลื่อนช้า ภาพของเยี่ยนอ๋องในชุดคลุมดำปักมังกรทอง ใบหน้าคมคาย เย็นชา กลับมาปรากฏในห้วงความคิดไม่หยุด

ครั้นถึงเรือนพัก เหล่าสาวใช้สองนางรอรับอยู่แล้ว คนหนึ่งชื่อหงอี้ อีกคนชื่อชิงลั่ว ทั้งคู่ช่วยปลดเครื่องประดับและรวบผมยาวสลวยของนางขึ้นเกล้าอย่างเบามือ หลินหว่านชิงนั่งหน้ากระจกเงา ใช้ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากตนเองเบา ๆ อย่างใช้ความคิด

เพิ่งวันเดียวที่เข้าสู่วังตะวันออก กลับรู้สึกเหมือนถูกมัดโยงกับชายผู้หนึ่งด้วยเส้นใยบาง ๆ ที่มองไม่เห็น ทั้งที่พระองค์มิได้แตะต้องนางแม้เพียงปลายก้อย แต่น้ำเสียงและแววตานั้นมันแผดเผาจนผิวกายร้อนผ่าวอย่างที่เจ้าตัวเองก็ประหลาดใจ

รุ่งเช้า หลินหว่านชิงตื่นก่อนแสงตะวันทาบขอบฟ้า หงอี้จัดชุดสีขาวนวลปักลายกิ่งเหมยให้เรียบร้อย ส่วนชิงลั่วรังสรรค์ปิ่นปักผมมุกเม็ดเล็กเรียงเป็นดอกท้อ ใบหน้าสวยแต่งแต้มเพียงบางเบา แต่กลับยิ่งขับให้ผิวพรรณเนียนละเอียดและดวงตากลมโตดูงดงามลึกล้ำ

เมื่อก้าวถึงตำหนักในของรัชทายาท พบนายทหารและองครักษ์ยืนรายรอบ ทว่าจ้าวอี้ยืนรออยู่หน้าประตูแล้ว เขาโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนนำนางเข้าไปด้านใน

ภายในตำหนักกว้างโอ่โถง กลางห้องมีโต๊ะสนตัวใหญ่ตั้งอยู่ เยี่ยนอ๋องประทับบนแท่นนั่ง บนโต๊ะมีแผนที่ยุทธศาสตร์และฎีกากองพะเนิน พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมองหญิงงามตรงหน้า แววตายามกลางวันนี้ดูเรียบนิ่งแต่แฝงความกดดัน

“มานั่ง” พระองค์ตรัสสั้น ๆ

หลินหว่านชิงยอบกายนั่งบนเบาะฝั่งตรงข้ามอย่างระมัดระวัง สายพระเนตรกวาดมองนางตั้งแต่ปลายผมจนถึงริมฝีปาก แล้วเลื่อนลงมาที่อกอิ่มซึ่งซ่อนอยู่ใต้เสื้อคอตั้งเจนสายตา แล้วกลับขึ้นสบตานาง

“ข้าไม่ต้องการหญิงโง่ที่คอยแต่ประจบเอาใจ” พระองค์ทรงเริ่ม “แต่ก็ไม่ต้องการหญิงฉลาดที่คิดคดทั้งสองหน้า เจ้าเป็นแบบไหน”

“แล้วพระองค์ทรงอยากให้หม่อมฉันเป็นแบบไหนเพคะ” นางย้อนถามเสียงเรียบ

เยี่ยนอ๋องทรงเลิกคิ้วเล็กน้อย ปลายพระหัตถ์เคาะลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง “เจ้าช่างยั่วโทสะเก่งนัก”

“หากหม่อมฉันไม่ยั่วเลย…พระองค์คงไม่ทรงสนทนาด้วยเช่นนี้”

ความเงียบปกคลุมไปชั่วอึดใจ แล้วเยี่ยนอ๋องก็ทรงเหยียดพระโอษฐ์กว้างเล็กน้อย คราวนี้จ้าวอี้เห็นชัดว่าองค์ชายพอพระทัยยิ่งกว่าเมื่อคืนเสียอีก

ทั้งวันนั้น หลินหว่านชิงถูกสั่งให้อ่านฎีกาบางฉบับและแสดงความเห็น นางไม่อ้อมค้อม อธิบายเรื่องภาษีอากรชายแดนใต้ การกันเงินช่วยชาวนาที่ประสบอุทกภัย อย่างเป็นระบบจนเยี่ยนอ๋องต้องทอดพระเนตรมองนานกว่าปกติ

“เจ้าอ่านและเรียนรู้มาจากที่ใด” พระองค์ตรัสถาม

“บิดาหม่อมฉันเคยรับราชการกรมคลังก่อนถูกปลด หม่อมฉันเฝ้าเรียนรู้จากตำราที่บิดาเหลือไว้” น้ำเสียงนางมีแวบหนึ่งที่สั่นเล็กน้อย

ความหลังนั้นกระทบใจเยี่ยนอ๋องเบา ๆ แต่มิได้ทรงแสดงออก เพียงรับสั่งให้จ้าวอี้จัดห้องทรงพระอักษรด้านข้างไว้ให้นางได้ใช้สอย

ตกเย็น ระหว่างเสด็จกลับจากท้องพระโรงกลาง เยี่ยนอ๋องปล่อยให้หลินหว่านชิงเดินตามหลังห่าง ๆ ผ่านสวนดอกเหมยแรกแย้ม กลีบดอกสีชมพูอ่อนร่วงโรยโปรยปรายกระทบเรือนผมสีดำขลับของนาง บรรยากาศเงียบงันแต่อบอุ่นจนจ้าวอี้ที่เดินตามหลังสุดอดนึกชื่นชมภาพนั้นมิได้

แต่ความเงียบถูกทำลายลงเมื่อเสียงฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่งดังขึ้นที่มุมสวน สือฮูหยินในชุดคลุมแดงเข้มปักหงส์ทอง เสียบปิ่นหยกแกะสลักเป็นรูปหงส์รำแพน ทรงดำเนินนำหน้าคณะนางกำนัลเข้ามาถวายบังคมรัชทายาทด้วยกิริยางดงามราวนางพญา

“หม่อมฉันเสด็จมาเยี่ยมพระชายาใหม่ เกรงว่าน้องจะปรับตัวไม่ทันในวังหลวง” สือฮูหยินกล่าวพลางปรายตามองหลินหว่านชิง

“ขอบพระทัยพระสนมเอกเพคะ หม่อมฉันสบายดี” หลินหว่านชิงยอบกายตอบรับ แต่ในอกกลับสัมผัสได้ถึงคลื่นอำมหิตที่ซ่อนเร้นใต้แววตางามสง่านั้น

เยี่ยนอ๋องทรงมองทั้งสองหญิงอย่างเย็นชา “วังตะวันออกของข้า ไม่ใช่ที่สำหรับผู้ใดจะสอดมือเข้ามา แม้แต่เพื่อเยี่ยมเยียน”

คำตรัสนั้นทำให้สือฮูหยินหน้าเสียไปชั่วขณะ แต่นางรีบปรับสีหน้าเป็นยิ้มละไม “องค์ชายอย่าทรงเข้าใจผิด หม่อมฉันเพียงห่วงใยเท่านั้น”

เมื่อนางกลับไปแล้ว เยี่ยนอ๋องทอดพระเนตรหลินหว่านชิง “ต่อไปอย่าได้อยู่ห่างจากข้าเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่”

หลินหว่านชิงเงยหน้าขึ้นมองพระองค์ช้า ๆ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มที่แทบมองไม่เห็น “เพคะ หม่อมฉันจะไม่ห่าง”

คืนนั้น ภายในห้องบรรทมของฮูหยินหลิน จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูเบา ๆ สองครั้ง เมื่อชิงลั่วเปิดออกก็ต้องตกใจจนตัวแข็ง พบพานทองคำสลักลายหงส์วางอยู่บนธรณีประตู พร้อมกระดาษเล็ก ๆ ม้วนหนึ่ง

ใจความเพียงสั้นว่า “ผู้ใดทะยานขึ้นสูงเกินตัว ผู้นั้นจะร่วงหล่นไม่มีซาก”

หลินหว่านชิงกำกระดาษนั้นแน่น ใบหน้าสวยซีดลงเล็กน้อย แต่เพียงครู่เดียวนางก็คลี่ยิ้มเย็น เงยหน้ามองแสงจันทร์นอกหน้าต่าง ดวงตาคมวาวอย่างผู้ไม่คิดยอมแพ้

“ข้าก้าวเข้ามาแล้ว จะร่วงหรือไม่ ข้าจะเลือกเอง”

ด้านตำหนักใน เยี่ยนอ๋องประทับอยู่กลางห้องเงียบงันเพียงพระองค์เดียว ทรงเปิดลิ้นชักไม้หอมหยิบภาพเก่าภาพหนึ่งขึ้นทอดพระเนตร ในภาพเป็นเด็กหนุ่มถือดาบไม้ยืนข้างพระมารดาผู้งดงาม ก่อนจะทรงกำขอบภาพแน่นจนนิ้วขาวซีด

“ทุกคนที่เคยอยู่ข้างกายข้า ล้วนจากไปเพราะอำนาจ… แต่ครานี้”

ยังไม่ทันจะทรงคิดสิ่งใดต่อ เสียงจ้าวอี้ก็ดังขึ้นจากนอกประตูว่า มีผู้พบศพสาวใช้ในสังกัดสือฮูหยินลอยน้ำในบ่อบัวใกล้กำแพงวังตะวันออก ทำให้สถานการณ์ภายในวังยิ่งคุกรุ่นหนักขึ้น

เยี่ยนอ๋องทรงหรี่พระเนตร “หาเรื่องถึงที่…ดีนัก”

แล้วพระองค์ก็เสด็จออกไปกลางสวนมืด มิได้เรียกผู้ใดตาม มีเพียงเงาเสี้ยวของพระจันทร์ทาบบนใบหน้าคมสัน ปลายนิ้วกำดาบประจำพระองค์แน่นโดยไม่รู้ตัว

ด้านหลินหว่านชิงเองก็มิอาจข่มตาหลับได้ นางถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เหลือเพียงฉลองพระองค์ชั้นในสีอ่อนแนบเนื้อ สายลมกลางคืนพัดผ่านผ้าบางจนรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังและเนินอกอิ่มซึ่งถูกเนื้อผ้าแนบรัดเป็นเงาเด่นชัด นางทอดมองเงาตนเองในกระจก นิ้วเรียวไล้จากไรผมลงมาที่ลำคอ อก แล้วหยุดที่หัวใจซึ่งเต้นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

ภาพเยี่ยนอ๋องในชุดคลุมดำ ใบหน้าคมกริบ แววตาดุดัน กลับทำให้ภายในท้องน้อยของนางบิดเกร็งอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่เพิ่งเผชิญหน้ากันสองครั้งแท้ ๆ ความปรารถนาบางอย่างที่ไม่อาจเอ่ยออกมาดัง ๆ กำลังคืบคลานในอกสาวกำพร้าผู้ไม่เคยมีใครให้พึ่งพิง

ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นที่หลังฉากไม้หน้าห้องบรรทม หลินหว่านชิงรีบคว้ามีดสั้นเล่มเล็กที่ซ่อนใต้หมอนขึ้นตั้งท่า หัวใจเต้นโครมคราม ทว่ากลับเป็นเยี่ยนอ๋องที่ก้าวออกมาจากเงามืด พระองค์ทอดพระเนตรนางในสภาพอวบอิ่มแทบเปลือย สายพระเนตรเปล่งประกายมืดล้ำวูบไหว

“ดูเหมือนเจ้าจะมิได้กลัวข้า…แต่กลัวสิ่งที่เจ้าเองรู้สึกต่อข้า” พระองค์ตรัสเสียงพร่าต่ำ

หลินหว่านชิงก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว อ้าปากจะทูลสิ่งใด แต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกมา เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาใกล้จนความร้อนจากพระวรกายสัมผัสผิวกายนาง แผ่นอกหนากว้างบดบังสายตาเต็มตื้น

นิ้วแกร่งของเยี่ยนอ๋องแตะปลายคางนางเชยขึ้นช้า ๆ ก่อนจะก้มพระพักตร์ลงมาจนลมหายใจอุ่นรินรดริมฝีปากนาง

“พรุ่งนี้ เจ้าจะยังกล้าพูดคำว่า ‘ภักดีต่อผู้ที่คู่ควร’ อีกหรือไม่…”

เสียงทุ้มต่ำนั้นทิ้งท้ายไว้ในความมืด พร้อมกับที่พระองค์ทรงผละออกห่างแล้วเสด็จจากไป ทิ้งร่างบางที่แทบยืนไม่อยู่ให้ทรุดนั่งบนเตียง เนื้อตัวร้อนผ่าว สะโพกงามขยับหนีบเข้าหากันโดยไม่ทันรู้ตัว ปลายนิ้วสั่นระริกกดลงบนหน้าท้องน้อยของตนเบา ๆ ก่อนจะกัดริมฝีปากแน่น

คำถามของพระองค์ยังก้องในอก

และหัวใจของนางก็รู้คำตอบดียิ่งกว่าสิ่งใด

— จบตอนที่ 2/16 — โปรดติดตามตอนที่ 3 ต่อไป
⏰ ตอนต่อไป: 02/09 05:52 น.
ตอนที่ 3

แสงตะวันยามเช้าสาดลอดช่องหน้าต่างไม้แกะสลักลายมังกรห้าเล็บ ตกกระทบผืนพรมขนแกะสีแดงเข้มในห้องทรงพระอักษรข้างตำหนักตะวันออก หลินหว่านชิงนั่งคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะเตี้ยไม้จันทน์ กวาดสายตาอ่านฎีกาที่วางเรียงซ้อนกันสามสิบกว่าม้วนอย่างตั้งใจ ปลายนิ้วเรียวลูบลายมือหวัดบนผืนกระดาษไผ่อย่างพินิจ กลิ่นหมึกอ่อนๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศเย็นจัด

ร่างบางสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลายดอกเหมยเงิน คอตั้งสูงปิดถึงคางแต่รัดรูปพอเผยให้เห็นทรวดทรงอ่อนช้อย เอวบางคอดกิ่วถูกคาดด้วยแถบผ้าสีน้ำเงินเข้ม หน้าผากมนเกลี้ยงเกลา ไรผมดกดำขลับรับกับผิวหน้าขาวนวลเนียนดั่งสีหยก นางขมวดคิ้วน้อยๆ ขณะพลิกอ่านฎีกาเรื่องการจัดเก็บภาษีเกลือจากมณฑลเจียงหนาน นัยน์ตาคมปลาบจับความผิดปกติบางอย่างในตัวเลขที่บันทึก

ทว่าจิตใจกลับว้าวุ่นด้วยภาพของบุรุษซึ่งเพิ่งแยกจากนางเมื่อคืน องค์รัชทายาทเยี่ยนอ๋องยืนพิงกรอบประตูหยกขาวอยู่นานสองนานด้วยท่าทางเย็นยะเยือก แต่แววตาที่จับจ้องนางกลับร้อนแรงจนใจเต้นไม่เป็นส่ำ เสื้อคลุมยาวสีดำปักดิ้นทองรูปพยัคฆ์พยองเขาไท่ชาน ทำให้ผิวพรรณขาวดุจหิมะของพระองค์ยิ่งเด่นชัด ใบหน้าคมคายราวเทพเซียนหลุดลงมาเดินดิน ริมฝีปากบางเฉียบเม้มแน่น ก่อนจะเอ่ยเพียงสั้นว่า “อ่านแล้วบอกข้า”

เสียงฝีเท้าหนักแน่นย่ำพื้นไม้นำให้หัวใจนางสะดุด ร่างสูงสง่าปรากฏที่บานประตูอีกครั้ง เครื่องแต่งกายวันนี้เป็นชุดคล้ายยาวสีม่วงเข้มปักลายเมฆสีเงินทาบทับด้วยเสื้อเกราะหนังอ่อนที่ช่วงอกเปิดเห็นชั้นในสีดำแนบเนื้อ หลินหว่านชิงกลืนน้ำลายลงคอพลางพนมมือทำความเคารพ พระองค์ก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมเย็นจากลูกประคบสมุนไพรติดปลายผม เห็นสัณฐานอกกว้างหนากระเพื่อมขึ้นลงใต้ผ้าเนื้อดีอย่างสง่างาม นิ้วเรียวยาวของพระองค์หยิบฎีกาม้วนหนึ่งขึ้นมาคลี่อ่านเงียบๆ

“มีสิ่งใดน่าสนใจ” น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบราวผิวทะเลสาบที่ไร้ลม

นางสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรง ตั้งสติก่อนตอบ “ฎีกาจากเมืองหยางโจวแจ้งว่าปีนี้เกลือขาดตลาด แต่ภาษีเกลือกลับเรียกเก็บได้เกินกว่าเป้าหมายถึงสองส่วนเพคะ แปลกนัก หากขาดตลาดจริง เหตุใดพ่อค้าเกลือจึงยอมเสียภาษีสูงขึ้นโดยไม่มีข้อร้องเรียน”

พระองค์หรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆ แตะมุมปาก บ่งบอกถึงความพอใจ “นางรู้อะไร”

“หม่อมฉันสันนิษฐานว่าอาจมีการกักตุนเกลือเพื่อดันราคาสูง แล้วใช้ราคาขายที่สูงเกินควรนั้นมาคำนวณภาษีเพื่อเอาใจขุนนางกรมคลัง ผลคือชาวบ้านซื้อเกลือแพงขึ้นสามเท่า แต่ภาษีที่ส่งให้ท้องพระคลังดูเพิ่มขึ้น จับไม่ได้ไล่ไม่ทันเพคะ”

เยี่ยนอ๋องวางฎีกาลงช้าๆ สายตาคมกริบมองทะลุถึงก้นบึ้งความคิดนาง “เจ้ากล้าหากเรื่องเช่นนี้ไปคิดเองหรือ”

“บิดาหม่อมฉันเคยรับราชการตรวจสอบบัญชีท้องพระคลัง ท่านชอบเล่าเรื่องเล่ห์เหลี่ยมการค้าเกลือให้ฟังก่อนนอนเพคะ” น้ำเสียงนางอ่อนหวานแต่แฝงความมั่นใจ

พระองค์ก้าวปราดเดียวมาหยุดตรงหน้าโต๊ะ ร่างสูงบดบังแสงตะวันจนนางอยู่ในเงามืดของเขา และในระยะใกล้เพียงคืบนี้ หลินหว่านชิงสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้ชีพจรเต้นแรงขึ้น กล้ามเนื้อแขนและไหล่หนาแน่นใต้ชุดคล้ายสีม่วงเข้มขยับเมื่อพระองค์โน้มตัวลงหยิบฎีกาอีกม้วน

“คืนนี้เตรียมตัวเป็นองครักษ์ให้ข้า” เขากล่าวเสียงต่ำเพียงสองคนได้ยิน

นางเลิกคิ้วอย่างฉงน เงยหน้ามองพระองค์เต็มตา ใบหน้าคมคายอยู่ใกล้จนเห็นขนตาหนางอนดำเป็นแพ เห็นรอยเส้นสันกรามแข็งแกร่งบดบังเงาน้ำเงินจางๆ “เพคะ?”

“ข้าจะพาเจ้าไปเห็นของจริงที่ท่าเรือลับ มีผู้รู้เห็นว่ามีเรือบรรทุกเกลือเข้าออกกลางดึกโดยไม่ผ่านด่านตรวจ ยามข้าหายไปทั้งคืน” เขาพูดพลางยืดตัวตรง สูงตระหง่านเหนือศีรษะนาง “แต่ต้องเปลี่ยนชุด เจ้าสวมชุดบุรุษพอได้หรือไม่”

“ได้เพคะ หม่อมฉันสูงพอที่จะปลอมเป็นชายได้” นางตอบรับโดยไม่ลังเล

ดวงตาคมเปล่งประกายวาบอย่างพอพระทัย ก่อนทรงหันไปสั่งจ้าวอี้ที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู “ไปเตรียมชุดบุรุษและอาวุธลับให้นาง”

จ้าวอี้โค้งรับคำ สายตาคมกริบชำเลืองมองหลินหว่านชิงเพียงเสี้ยววินาที มีความห่วงใยลึกซึ้งแฝงอยู่ในแววตา แต่ก็เก็บอาการเรียบนิ่งดังไม้แกะสลักแล้วถอยออกไป

ยามตะวันคล้อยต่ำลับกำแพงวัง เสียงระฆังย่ำค่ำดังกังวานก้องไปทั้งพระตำหนัก หลินหว่านชิงนั่งอยู่หน้ากระจกบรอนซ์ขัดเงา เปลี่ยนเป็นชุดบุรุษผ้าฝ้ายสีน้ำตาลเข้มรัดข้อมือ รัดเอว จนทรวงอกแน่นกระชับด้วยผ้าพันยาวพันรอบหลายชั้นเพื่อให้ดูแบนราบ สะโพกกลมกลึงและก้นเด่งงอนถูกซ่อนไว้ในกางเกงขายาวหลวมเล็กน้อย ใบหน้าสวยคมเข้มขึ้นเมื่อขมวดคิ้วแล้วใส่หมวกย้อนทรงสูง

นางมองเงาตัวเองในกระจกแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ ภาพของชายหนุ่มผิวขาวหน้าหวานกลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ชวนมอง แต่หัวใจกลับเต้นรัวเมื่อคิดถึงบุรุษซึ่งนางกำลังจะออกไปเผชิญอันตรายด้วยกลางค่ำคืน

เสียงเคาะประตูเบาๆ สองครั้งดังขึ้น เปิดออกพร้อมร่างสูงของเยี่ยนอ๋องในอาภรณ์สีสนิมเข้ม สวมหน้ากากหนังครึ่งหน้า อาวุธสั้นเหน็บข้างเอวส่วนหนึ่ง และดาบยาวสะพายหลัง เขาเป็นชายรูปงามที่อันตรายและน่าปรารถนายิ่งกว่าเสียงกระซิบใดในวังหลวง

“ตามข้ามา” เขาสั่งสั้นๆ

ทั้งคู่ย่องออกทางประตูหลังตำหนักซึ่งจ้าวอี้เตรียมม้าไว้ให้สองตัวแล้ว ม้าดำสูงใหญ่และม้าสีน้ำตาลแดงยืนสงบนิ่งใต้ต้นไผ่ เสียงแมลงกลางคืนดังสลับกับเสียงลมพัดยอดไม้ ก่อนออกจากวัง ทหารยามที่ประตูด้านเหนือเพียงเห็นป้ายทองคำในมือจ้าวอี้ก็เปิดทางให้โดยไม่ซักถาม

การควบม้าผ่านตลาดยามวิกาล ผ่านตรอกซอกซอยซึ่งกลิ่นสุราและเนื้อปิ้งลอยอวล แสงโคมแดงจากหอนางโลมสะท้อนบนผิวถนนเปียกชุ่มด้วยน้ำค้าง ทั้งสามคนลัดเลาะลงใต้ไปยังริมคลองใหญ่ที่ไหลออกสู่แม่น้ำแยงซี ท่าเรือลับถูกบังด้วยกอไผ่สูง มองเห็นเปลวไฟคบเพลิงสองสามจุดริบหรี่ แพขนานใหญ่เทียบอยู่ริมตลิ่ง กลุ่มชายฉกรรจ์ห้าคนกำลังแบกหาบเกลือลงเรือท้องแบนอย่างเงียบเชียบ

กลิ่นน้ำคลองโคลนตมคละคลุ้งปนกลิ่นเหงื่อไคลของพวกกุลี เยี่ยนอ๋องย่องเข้าไปใกล้ขึ้นโดยมีหลินหว่านชิงตามติด เธอรู้สึกเหมือนกระดูกสันหลังมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นผ่านทุกครั้งที่ไหล่ของเขาเฉียดแขนนาง มือหนาเอื้อมมากดศีรษะนางให้ต่ำลงเมื่อคนแบกหาบคนหนึ่งหันมามอง พวงอกหนาแน่นของเขากระทบต้นแขนนางเบาๆ จนหัวใจรัวไม่เป็นส่ำ

“เจ้าเห็นอะไร” เสียงกระซิบร้อนผ่าวข้างใบหูทำให้ขนอ่อนทั่วร่างลุกชัน

“เห็นเรือห้า ม้าแปดตัว มีคนถือดาบคาดเอวทุกคนเพคะ คงมิใช่กุลีธรรมดา” นางกระซิบตอบเสียงสั่นพร่า

“ดี” คำเดียวสั้นแต่ร้อนแรง เขาหันไปส่งสัญญาณให้จ้าวอี้ปีนขึ้นไปบนกิ่งไทรใหญ่สังเกตการณ์รอบด้าน ก่อนจะชักดาบสั้นในมือขึ้นเตรียมพร้อม

ทันใดนั้นเสียงเป่านกหวีดแหลมดังจากปากคนยามบนเรือ กลุ่มคนขนเกลือทั้งหมดทิ้งหาบ วิ่งเข้าประจำตำแหน่งเหมือนผ่านการฝึกมาอย่างดี ดาบโค้งสะท้อนแสงคบเพลิงวูบไหว เพลงดาบกระทบกันดังเคร้งคร้างเมื่อจ้าวอี้โดดลงมาจากต้นไม้เข้าโจมตีคนแรกเพื่อเปิดทาง

เยี่ยนอ๋องลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดึงดาบยาวออกจากฝัก เงื้อฟาดฟันคนที่พุ่งเข้ามาหมายเอาชีวิตหลินหว่านชิง นางถอยหลังหนึ่งก้าวก่อนจะปัดแขนเสื้อชายครุยออก ใช้แส้อ่อนซ่อนปลายแหลมที่ติดตัวมารัดข้อมือศัตรู กระชากคมดาบหลุดจากมือ แล้วตวัดแส้ฟาดเข้าที่ขมับอีกคนหนึ่งจนล้มลงไปกองกับพื้น

ร่างสูงของพระองค์เคลื่อนไหวราวเงามัจจุราช แต่ละก้าวไม่มีผิดเพี้ยน คมดาบวาดผ่านอากาศเป็นวงเดือนสังหารศัตรูได้ถึงสามคนในพริบตา เลือดสาดกระเซ็นติดแขนเสื้อและอกเสื้อสีสนิมเข้ม กลิ่นคาวเลือดลอยอบอวลทั่วริมคลอง

หลินหว่านชิงยืนหอบ อกกระเพื่อมแรงจนผ้าพันหน้าอกเกือบคลาย เธอมองเห็นหลังกว้างของเขาขยับไหวดุจเสือร้าย กล้ามเนื้อบ่าและต้นแขนหนาเต่งตึงแข็งแกร่งผงาดในความมืด ยามเขากลับมาหยุดตรงหน้า ดวงตาคู่คมจ้องนางอย่างค้นหาความบาดเจ็บ เลือดหยดเดียวติดที่มุมปากของเขาไม่ได้ทำให้ดูน่าเกลียด แต่กลับทำให้เขายิ่งอันตราย น่าหลงใหลจนนางลืมความกลัวตาย

“ไปดูในเรือ” เขาสั่งเสียงห้าว

ทั้งคู่กระโดดขึ้นเรือท้องแบนซึ่งตอนนี้ว่างเปล่า มีเพียงหีบไม้เล็กเรียงอยู่ท้ายเรือ เปิดฝาออกพบสมุดบัญชีกำกับด้วยตราประทับสีแดงรูปเสือ เนื้อความระบุชื่อขุนนางหลายตำแหน่งในกรมคลัง เยี่ยนอ๋องกำสมุดเล่มนั้นแน่นจนข้อนิ้วขาว ก่อนยัดใส่หน้าอกเสื้อแล้วหันกลับมาหานาง

“คืนนี้เจ้าไม่เหมือนสตรีในวัง” เขาพูดพลางใช้หลังมือปาดเลือดตรงมุมปากออก

“หม่อมฉันถูกเลี้ยงมาอย่างลูกชายคนที่สองของตระกูลเพคะ” นางตอบกลั้วหัวเราะเบาๆ ดวงตาเป็นประกาย

เขากลั้นยิ้มไม่อยู่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน แสงคบเพลิงริบหรี่ทำให้เห็นลักยิ้มตื้นๆ ซ้ายขวาของเขา ทั้งที่เลือดยังติดมือ แต่รอยยิ้มนั้นกลับอบอุ่นจนหลินหว่านชิงรู้สึกว่ารอบโลกมืดสลัวไปหมดยกเว้นใบหน้าของเขา

ขณะกำลังจะปีนกลับขึ้นฝั่ง เสียงฝีเท้าม้ากระหน่ำดังมาจากปากซอยมืด เป็นทหารส่วนตัวของขุนนางใหญ่คุมกำลังมากกว่ายี่สิบนาย เห็นได้ชัดว่าเป็นการซุ่มโจมตี เยี่ยนอ๋องชักดาบยาวออกมาอีกครั้ง ดึงนางไปหลบหลังแผ่นไม้ขนาดใหญ่ริมตลิ่ง

“อยู่ในนี้ อย่าออกมา” เขาสั่งเสียงกร้าวก่อนจะพุ่งตัวออกไปรับศึกกับจ้าวอี้

หลินหว่านชิงกัดฟันแน่น มองมือหนาของเขาที่กุมดาบสั่งการศึกอย่างองอาจ หน้าอกหนาแน่นสะท้อนแสงคบเพลิงเป็นลอนแข็ง หอบหายใจแรงเมื่อฝ่าฟันคู่ต่อสู้ไปทีละคน นางกำแส้แน่น สูดลมหายใจลึก พุ่งออกจากที่กำบังและเหวี่ยงแส้รั้งขาม้าของผู้บัญชาการฝั่งศัตรู จนร่างนั้นคะมำตกลงมาจากหลังม้า เยี่ยนอ๋องก้าวตามไปประคอง สายตาคมกริบมองนางอย่างประหลาดใจแล้วแววตานั้นเปลี่ยนเป็นความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง

ศึกจบลงเมื่อทหารศัตรูถอยร่นกลับไปเพราะผู้นำถูกจับได้ ทั้งสามกลับถึงวังตะวันออกก่อนฟ้าสางโดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เยี่ยนอ๋องเดินนำหลินหว่านชิงเข้าทางข้างห้องทรงพระอักษร เขาสั่งให้จ้าวอี้ไปหายาห้ามเลือดที่ข้อไหล่ซ้ายซึ่งถูกคมดาบเฉี่ยวเป็นแผลตื้น

ห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมผ่านช่องลมและเสียงหอบหายใจของคนทั้งคู่ เยี่ยนอ๋องถอดเสื้อคลุมนอกสีสนิมเข้มออก พาดไว้บนพนักพิง เหลือเพียงเสื้อชั้นในสีดำรัดรูปที่ชุ่มเหงื่อและติดเลือดตรงปลายแขนเสื้อ เขาหันมามองนาง ทรวงอกหนาแน่นกระเพื่อมขึ้นลงชัดเจนเมื่อหายใจลึก รังสีความร้อนแรงจากกายเขาแผ่ซ่านไปทั่วห้องเล็ก

“ข้าห้ามไม่ให้ออกไป เจ้ากล้าไม่ฟัง” เขาไม่ได้ต่อว่า แต่เหมือนทั้งชื่นชมและต้องการทดสอบ

“ถ้าหม่อมฉันไม่ทำ พระองค์อาจบาดเจ็บกว่านี้” นางตอบเสียงใสแต่ดวงตาจริงจัง

เขาก้าวเข้ามาจนปลายเท้าเกือบแตะปลายเท้านาง “เจ้าเป็นชายารอง หน้าที่คือปรนนิบัติข้าบนเตียง มิใช่มาออกรบ” คำพูดเขาหยาบแต่กลับต่ำพร่าอย่างกลั้นอารมณ์

หลินหว่านชิงเงยหน้า สบตาอย่างท้าทาย “หม่อมฉันปรนนิบัติพระองค์ได้ทั้งสองแบบเพคะ”

เงียบงันไปหนึ่งลมหายใจ ร่างสูงขยับเร็วจนนางไม่ทันตั้งตัว มือหนารั้งเอวบางให้เข้าหา ใบหน้าคมก้มลงชิดต้นคอขาวๆ สูดดมกลิ่นเหงื่อหอมหวานผสมโลหิตจางๆ ริมฝีปากเฉียดผิวเนื้อนุ่มจนนางสั่นสะท้าน ก่อนเขาจะกดริมฝีปากร้อนผ่าวลงตรงติ่งหูอย่างช้าๆ เลียเส้นกรามสวยขึ้นมาหาแก้มนวล

“คืนนี้ข้ายังไม่อยากให้เจ้าเหนื่อยเกินไป” เสียงเขาราวกับสั่งแต่แฝงด้วยไฟราคะจนนางใจหาย “แต่พรุ่งนี้ เมื่อฟ้าสาง ข้าจะเรียกเจ้ามาที่ตำหนักใน”

เขาปล่อยนางออกจากอ้อมกอดช้าๆ แต่มือหนายังเลื่อนลงต่ำลูบเอวคอดผ่านเนื้อผ้าจนถึงสะโพกกลมเน้นกลางกางเกงชายเพียงแผ่วเบา แล้วปล่อยมือนางพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากอันตรายนั้นอีกครั้ง

หลินหว่านชิงพนมมือถอยออกมาจากห้อง หัวใจแทบคลั่งด้วยแรงปรารถนาที่ปลุกขึ้นภายในท้องน้อย ร่างกายส่วนลึกที่สุดตื่นตัว เปียกชื้นฉ่ำจนผ้าขัดในแนบอู้อึดอัด เธอเดินกลับเรือนพักอย่างลืมตัวว่าเหนื่อยล้าเพียงไหน

ทว่าพอรุ่งเช้า ข่าวร้ายก็มาถึงก่อนเสียงระฆังย่ำรุ่ง ไทเฮาทรงเรียกเยี่ยนอ๋องเข้าเฝ้าด่วนเรื่องที่ทหารของขุนนางต้านอ๋องถูกทำร้ายเมื่อคืน พร้อมสั่งให้สืบหาผู้ก่อเหตุ หลินหว่านชิงยืนฟังอยู่ริมกำแพงตำหนัก ได้ยินว่าสือฮูหยินเชิญนางไปร่วมดื่มชาที่เรือนพักพระสนมในทันใด

ความรู้สึกเย็นวาบแล่นขึ้นตามสันหลัง นางรู้ดีว่าการเรียกครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงน้ำชา และใบหน้างามสง่าของพระสนมเอกผู้นั้นได้ยิ้มให้บางอย่างที่มองเห็นความสะใจแฝงลึกในแววตาคม

— จบตอนที่ 3/16 — โปรดติดตามตอนที่ 4 ต่อไป
⏰ ตอนต่อไป: 02/09 15:32 น.
ตอนที่ 4

ร่างบางก้าวเข้าสู่เรือนรับรองของสือฮูหยินใต้ชายคาไม้หอมที่ประดับโคมแดงริบหรี่ยามสาย ลานหน้าห้องโถงกว้างปูเสื่อหวายละเอียด กลีบดอกเหมยลอยอยู่ในอ่างทองเหลืองข้างประตู บ่าวรับใช้สองนางก้มศีรษะต่ำเปิดม่านลูกปัดแก้วให้อย่างนอบน้อม หลินหว่านชิงสัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องจากมุมอับ สภาพเรือนงามเกินหน้าเรือนพระชายาจนน่าขัน แต่กลับไม่มีใครกล้าปริปาก

“น้องหญิงมาแต่เช้า ข้าเกรงว่าน้ำชาจะเย็นชืดไปบ้าง” สือฮูหยินเอ่ยเสียงใสขณะนั่งพิงหมอนอิงปักหงส์กลางแท่นเตี้ย ชุดคลุมสีม่วงเข้มปักดิ้นเงินรัดรูปช่วงอกจนเห็นเนินเนื้อขาวเนียนเด่นสะดุดตา ผมดำขลับเกล้าเป็นมวยสูงเสียบปิ่นหยกที่ทาบแสงจนเกือบจะมองเห็นเงาร่างในนั้น

“พระชายาหลินคารวะพระสนมเอก” นางพนมมือก้มตัวอย่างรู้มารยาท แล้วย่อตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างสง่างาม ดวงตาหงส์แดงและผิวผ่องดั่งหยกชำแรกกับบรรยากาศเรือนที่ดูอึมครึมจนเห็นได้ชัด

“ได้ข่าวว่า เยี่ยนอ๋องให้น้องหญิงเข้าใกล้พระองค์ถึงเพียงนี้ วังตะวันออกคงอบอุ่นกว่าที่ข้าคิด” ริมฝีปากอิ่มสีชาดยิ้มเพียงมุมปาก พลางรินน้ำชาด้วยมือเรียวที่ปลายเล็บแต้มสีแดงก่ำ “แต่ข้าแปลกใจ ที่น้องยังไม่รู้จักระวังตัว”

หลินหว่านชิงรับถ้วยชาแต่ไม่ดื่มทันที ใช้ปลายนิ้วลูบขอบถ้วยเคลือบอย่างใจเย็น “หม่อมฉันเพียงทำตามหน้าที่ซึ่งพระชายารองพึงปฏิบัติ เรื่องอื่นมิอาจล่วงรู้พระดำริของพระชายาเอก”

“หน้าที่อย่างนั้นหรือ” สือฮูหยินแค่นหัวเราะพลางเอนกาย เห็นทรวงอวบใต้ผ้าเนื้อบางสะเทือนตามจังหวะ “คืนวานยังไปยืนอยู่หน้าเรือนเยี่ยนอ๋องจนเกือบรุ่ง ในเรือนเขาก็ต้องมีอะไรเกิดขึ้นเป็นแน่ อย่าปากแข็งกับข้าเลย”

นางวางถ้วยชากลับโต๊ะอย่างช้าๆ “พระสนมเอกทรงทราบข่าวดีเสียยิ่งกว่าองครักษ์วังตะวันออกเสียอีก หม่อมฉันชื่นชมเครือข่ายสายลับของพระสนมยิ่งนัก”

คนฟังหน้าชาไปเพียงอึดใจ ก่อนจะแค่นยิ้มเยาะอย่างเย็นชา “อย่าทำปากดี ข้าให้โอกาสเจ้าเป็นใหญ่ในเรือนหลังนี้ แต่กลับไปแอบอ้าให้บุรุษที่ข้าเกลียดนักหนาเย็ดหรือ ไอ้หีเจ้าเองก็ไม่ต่างจากหญิงข้างถนน”

คำหยาบนั้นไม่ทำให้หลินหว่านชิงโกรธ หากแต่เลือดในกายเดือดพลุ่งขึ้นมาอย่างประหลาด เธอกดเล็บจิกฝ่ามือตัวเองเล็กน้อยเพื่อควบคุมความรู้สึกซึ่งยากจะอธิบาย ส่วนลึกในช่องท้องเกร็งวูบจนผ้าถุงแนบรัดกับกลีบเนื้อนุ่มอย่างน่าอาย

“พระสนมตรัสเช่นนี้ หมายความว่าทรงสนใจเรื่องบนเตียงของเยี่ยนอ๋องมากเพียงนั้นหรือเจ้าคะ”

“บังอาจ!”

ริมฝีปากของนางยังคงยกยิ้มน้อยๆ “หม่อมฉันเพียงถามด้วยความเคารพ ในเมื่อพระสนมส่งหม่อมฉันไปอยู่ข้างกายพระองค์ ไฉนจึงไม่ยินดีที่หม่อมฉันก้าวเข้าใกล้ได้ถึงเพียงนั้น”

สือฮูหยินเหยียดยิ้มกลับมาอย่างร้ายกาจ ใบหน้างามหยดเยิ้มแต่แววตาคมกริบดุดัน “เจ้าคิดว่าเยี่ยนอ๋องจะรักเจ้าหรือ เพียงกายหญิงนอนถ่างขาให้บุรุษก็พอจะมัดใจเขาได้แลหรือ เจ้าน่ะโง่ยิ่งนัก”

ว่าแล้วนางก็เลื่อนมือไปจับอกเสื้อของหลินหว่านชิงอย่างไม่เกรงใจ ดึงจนสาบเสื้อแยกออกเล็กน้อย ลูกไม้ข้างในรัดเนื้อเต้าอวบไว้แน่นจนเห็นร่องอกขาวผ่องลึกชัด สือฮูหยินกวาดตาแล้วเบะปาก

“ก็แค่เรือนร่างอย่างชาวบ้าน หีโหนกๆ อย่างนี้เยี่ยนอ๋องคงเสร็จแล้วไม่เหลียวแล”

หลินหว่านชิงไม่ได้สะบัดมือออก ตรงกันข้ามกลับยื่นร่างไปข้างหน้าเล็กน้อยจนอกอิ่มแทบชนปลายนิ้วของอีกฝ่าย เสียงของนางนุ่มแต่คมมีคมมีด “พระสนมตรัสถึงหีหม่อมฉันด้วยถ้อยคำดูแคลน ทั้งที่ทรงอยากรู้เหลือเกินว่า… เยี่ยนอ๋องจะเสียวเพียงใดเมื่อเสียบลงในนั้นใช่หรือไม่”

มือนางที่ยังวางบนอกอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก ใบหน้างามฉายแววทั้งโกรธทั้งอยากเอาชนะอย่างน่าประหลาด สือฮูหยินเม้มปากแน่น กดเล็บลงบนเนื้ออกของหลินหว่านชิงเล็กน้อยจนอีกฝ่ายหายใจถี่โดยไม่รู้ตัว

“มึงกล้าดียังไง พูดจาลามกในวังหลวง”

“คนที่เอ่ยคำหยาบก่อนคือพระสนมเองเจ้าค่ะ”

ทั้งคู่มองหน้ากันนิ่งงัน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกะพริบตา บรรยากาศภายในห้องโถงร้อนระอุราวจะเผาเสื้อผ้าให้หลุดลุ่ย อกของหลินหว่านชิงกระเพื่อมแรงและร่องถันเนื้อนวลขาวผ่องโผล่พ้นสาบเสื้อให้เห็นชัดขึ้นทุกที สือฮูหยินจ้องมองแล้วกัดริมฝีปากล่างอย่างใช้ความคิด

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะทดสอบให้เห็นประจักษ์ ว่าหีของมึงจะรั้งใจเยี่ยนอ๋องไว้ได้หรือไม่” น้ำเสียงกระซิบกลั้วหัวเราะเหี้ยม นิ้วเรียวปลดปิ่นฝังมุกออกจากมวยผมของหลินหว่านชิงแล้วสะบัดผมยาวสยาย

ฝ่ายนางยังนิ่งอยู่อย่างท้าทายแม้ใจสั่นรัญจวนไปทั้งกาย สือฮูหยินโน้มตัวข้ามโต๊ะชาเล็กๆ นั้นมา ริมฝีปากชาดจ่อที่ข้างหูของนาง ความร้อนจากลมหายใจพ่นรดใบหูขาวจนขนอ่อนลุกชัน

“คืนนี้ ข้าจะให้คนของข้าเชิญชายาจากวังตะวันออกไปยังศาลาริมสระบัวที่ตำหนักซ้าย เจ้าจงมาดูให้เห็นกับตาว่า… บุรุษที่เจ้าคิดว่าครอบครองใจได้นั้น จะอ่อนไหวกับเรือนกายของผู้ใด”

หลินหว่านชิงจับข้อมือของอีกฝ่ายออกแรงดันจนผละห่าง แล้วลุกขึ้นยืน สะบัดหน้ามองอย่างเย็นชา ปากยังหยันเหมือนไม่สะท้าน “พระสนมเอกหมายจะพิสูจน์อำนาจบนเตียง ไม่ใช่ศึกราชสำนัก ข้าหวาดกลัวน้ำชาของท่านจริงๆ”

“คิดว่าโลกนี้มีเพียงคมดาบเท่านั้นหรือที่ฆ่าคนได้” สือฮูหยินยืดตัวตรง ดึงชุดคลุมให้ปิดอกเนียนเอาไว้แค่พอประมาณ “ข้าจะให้มึงรู้จักคำว่าเสียว ให้ลึกกว่าความรู้สึกที่มึงได้จากเยี่ยนอ๋องเสียอีก”

นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอก่อนผละเดินจากเรือนหลังนั้นไปตามทางเดินอิฐมอญท่ามกลางเปลวแดดอ่อนที่ทอดเงายาวของกำแพงวัง กลิ่นธูปไม้กฤษณาจากกระถางหน้าห้องติดอยู่ตามเส้นผมและเนื้อ นิ้วเรียวกำชายสไบแน่น ซ่อนความสั่นสะท้านภายใน

เมื่อถึงเรือนพักของตน หลินหว่านชิงลั่นประตูแล้วปลดสไบทิ้งกับพื้น ชุดที่เหลือติดเพียงเสื้อชั้นเชิงเส้นบางและผ้านุ่งชั้นในสีชมพูอ่อนซึ่งเปียกชุ่มระหว่างขาจนเนื้อแนบเห็นร่องหีโหนกชัดเจนขึ้นทุกขณะ นางค่อยๆ ทิ้งตัวลงบนอาสนะริมหน้าต่างแล้วเลื่อนมือไปกดทับกลางง่ามขาของตนผ่านเนื้อผ้า ความเสียวแปลบปลาบแล่นวาบขึ้นช่องท้องอย่างรุนแรง

ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนท่วมกลับมาไม่ขาดสาย มือหนาของเยี่ยนอ๋องที่บดเบียดกินเนื้ออกของนาง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ตอนลูบสะโพกนางใต้แสงเทียน ลมหายใจอุ่นที่พรมลงซอกคอเมื่อคราวแทบจะผลักนางลงบนเตียง ทั้งหมดปั่นป่วนร่างนางให้เงี่ยนจนตนเองแทบคลั่ง

เธอปลดเสื้อชั้นที่รัดอกแน่นอึดอัดทิ้งลง เต้าคู่อิ่มขาวเนียนล้นมือโผล่ขึ้นพร้อมหัวถันเม็ดเล็กสีชมพูเข้มแข็งชันเพราะความเสียวที่ถาโถม ปลายนิ้วแตะหมับลงบนยอดถันแล้วบีบเบาๆ ตามจังหวะหัวใจ สะโพกเล็กแอ่นกระตุกกับพื้นเสื่ออ่อนอย่างไม่อายตนเอง

ขณะนั้นเองเสียงเคาะประตูหน้าห้องก็ดังขึ้นสามครั้ง “พระชายา องครักษ์จ้าวอี้ขอเข้าเฝ้าเรื่องที่พระชายาไทเฮาทรงสั่งสืบตัวผู้ก่อเหตุ”

หลินหว่านชิงสะดุ้งโหยง รีบดึงผ้าห่มคลุมอกที่เปลือยเปล่าไว้และขยับชุดพลางบังคับเสียงให้เรียบ “รอหน้าห้องก่อน เชิญนั่งศาลากลางสวน เดี๋ยวข้าออกไป”

ทว่าประตูที่ลงกลอนไม่แน่นกลับถูกแง้มออกเพียงคืบ ม่านบังตาบังหลังพร่าๆ ทำให้เห็นโครงร่างนางนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้น เส้นผมยุ่งเหยิง เนื้ออกขาวใต้ผ้าห่มยังห่มไม่มิด และมือข้างหนึ่งยังแทรกไว้ที่กลางหว่างขาโดยไม่ทันเก็บ จ้าวอี้ยืนนิ่งอยู่นอกชานประตู แววตาวูบไหว ก่อนจะรีบหันหลังกลับช้าๆ พร้อมเสียงในลำคอที่หนักต่ำ

“อภัยขอรับ ข้าจะรอที่ศาลาดังพระชายาต้องการ”

นางเม้มปากแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความอายแล้วพลันเปลี่ยนเป็นความเสียววาบเมื่อรู้ว่าองครักษ์หนุ่มอาจมองเห็นเรือนร่างแทบเปลือยเปล่าในสภาพที่มือของนางกดค้างอยู่ระหว่างขา กลีบหีบวมร้อนกระตุกอยู่ใต้ผ้าเปียกอย่างชัดเจน มันเหมือนยิ่งเติมไฟเงี่ยนให้ร้อนหนักขึ้นอีกหลายเท่า

ครู่เดียวเท่านั้นนางก็เปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ด้วยความรีบเร่ง แต่งเป็นชุดสีฟ้าหม่นปักลายเมฆเงินเรียบง่ายแล้วเดินออกไปที่ศาลา จ้าวอี้ยืนพิงเสารออยู่แล้ว เค้าใบหน้าคมเข้มฉายแววลังเลเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะก้มศีรษะให้ตามธรรมเนียม

“มีข่าวอะไรหรือเจ้าคะ” หลินหว่านชิงประสานมือไว้หน้าท้องแน่น รู้สึกร้อนซ่านระหว่างขาจนต้องหนีบขาไว้กับตัวเอง

“เมื่อคืนมีการวางยาพิษในค่ายทหารต้านอ๋องจนคนของเขาอาละวาด เหตุเกิดใกล้ทิศตะวันออกของวังตะวันออก และมีผู้พบเส้นด้ายปักลายมังกรสามผืนถูกทิ้งที่ริมถนน…” เขาเว้นจังหวะ สบตานางเพียงนิดก่อนก้มลงต่ำ “ข้าจึงต้องมาทูลพระชายาให้ทรงระวังพระองค์ และอย่าเสด็จออกนอกตำหนักในยามค่ำคืนนี้โดยเด็ดขาด”

“แปลว่าพวกมันจะยัดเยียดความผิดให้ฝ่ายเรา แล้วหาเรื่องบุกค้นตำหนัก” นางต่อความอย่ารวดเร็ว แววตาคมวาบอย่างนักคิด

“อาจรวมถึงแผนลวงพระชายาออกไปทำร้ายนอกตำหนักด้วย ข้า… เป็นห่วง”

ประโยคสุดท้ายแผ่วเพียงกระซิบเหมือนกลัวลมจะพาไป นางเงยหน้าจ้ององครักษ์หนุ่มที่กำด้ามดาบแน่นจนนิ้วขาว ม่านตาคมเข้มแฝงความอ่อนโยนจนผิดจากคราวก่อนๆ

“ขอบเจ้าค่ะ” เสียงนางนุ่มลง “ข้าจะไม่ดื้อดึงไปไหนในคืนนี้”

แต่ภายใต้สีหน้าสงบนิ่ง สมองกลับจดจำคำพูดของสือฮูหยินทุกพยางค์ ‘ศาลาริมสระบัวตำหนักซ้าย’ มันคืองานที่ทำให้เยี่ยนอ๋องต้องพัวพัน และเป็นกับดักที่อาจทำให้ทั้งคู่พลาดท่า หากแต่หัวใจและกายของนางกลับร้อนรุ่มอยากรู้ว่า… คืนนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเยี่ยนอ๋องที่นั่น และถ้าพระองค์ล่วงรู้ว่านางถูกท้าทายเรื่องเรือนกายเช่นนี้ จะทรงตอบโต้ด้วยวิธีใด

ราตรีมาเยือนเร็วกว่าที่คิด เสียงลมพัดใบไผ่ดังแทรกกับจังหวะระฆังย่ำค่ำ หลินหว่านชิงจัดแจงผมยาวให้มวยครึ่งศีรษะ ปักปิ่นหยกเขียวเฉดเดียวกับดอกโบตั๋น แต่สองมือยังคงสั่นระริกเมื่อทาชาดบางๆ ลงบนริมฝีปาก ไม่นานเงาคนก็ปรากฏขึ้นนอกหน้าต่างเรือน เป็นทหารสนมเอกฝ่ายซ้ายเชิญนางไปยังศาลาริมสระบัวโดยอ้างว่ามีพระราชสาส์นลับจากไทเฮาให้ทรงเปิดผนึกต่อหน้านาง

หลินหว่านชิงถอนใจยาว “เจ้าไปก่อนได้ ข้าจะตามไปเอง”

แต่ไม่ทันที่บ่าวสายนั้นจะหายลับไป มือหนาจากข้างหลังก็โผล่มาปิดปากนางอย่างแผ่วเบา กลิ่นกายที่คุ้นเคยอย่างคนเคยใกล้ชิดทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น เสียงแหบพร่าของเยี่ยนอ๋องดังข้างใบหูขาวใส

“เจ้าไม่จำเป็นต้องไป”

นางค่อยๆ หมุนตัวกลับไปในอ้อมแขนนั้น ร่างสูงสง่ารัดเอวคอดไว้หลวมๆ ดวงตาคมกริบมองป้ายสีหน้าจริงจัง พระองค์ทรงฉลองพระองค์สีเลือดหมูคลุมดำ ชายเสื้อปลิวสะบัดตามลมโกรก ลำแขนแข็งแกร่งกักร่างอ่อนนุ่มไว้แนบแน่นกับอกกว้างจนนางรู้สึกถึงความร้อนที่แล่นชัดจากทุกส่วนสัมผัส

“แล้วแผนของพระสนมสือเล่า” เสียงนางพร่า “ถ้าเราไม่ไป พวกมันคงเปลี่ยนเกม”

“มันเปลี่ยนเกมทุกเมื่อ ข้าเพียงไม่ต้องการให้เจ้าไปเป็นเหยื่อ” มือหนาเลื่อนลงมาแตะสะโพกกลมผ่านเนื้อผ้าอย่างคุ้นเคย “แล้ววันนี้ เจ้าไปหาแม่นางนั่นมาไม่ใช่หรือ”

“พระองค์ทรงทราบ”

“ข้ารู้ทุกย่างก้าวของเจ้า” พลางรั้งนางเข้ามากอดแน่นอีกครั้งจนอกอิ่มเบียดกับผนังอกแกร่งบดเข้าหากันชัดเจน มือใหญ่ลูบตั้งแต่เอวขึ้นไปตามสันหลังคดโค้งราวกับจะคลึงความอ่อนปวกเปียกของร่างนางให้เป็นเนื้อเดียวกัน

หลินหว่านชิงหายใจไม่ทัน ความรู้สึกช่วงล่างชุ่มฉ่ำก่อตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อแผ่นหน้าท้องแกร่งเสียดสีกับท้องน้อยและง่ามขาแผ่วๆ ลมหายใจอุ่นของทั้งคู่ผสมรวมกันกลางอากาศเย็นยามค่ำ

“พระองค์จะออกรบเรื่องนี้ด้วยฤทธิ์อย่างเดียวไม่ได้เจ้าค่ะ พวกมันต้องการให้ทั้งวังเห็นว่าพระองค์ปรากฏกายที่ศาลา…”

“แล้วถ้าข้าอยากให้มันเห็น ว่าผู้หญิงของข้า… เป็นของข้าอย่างเปิดเผยเล่า” คำพูดนั้นเหมือนน้ำร้อนราดลงอก และสะโพกของนางก็ถูกมือใหญ่กอบกุมบีบแรงจนนางครางอือในคอ เงาของศาลาริมสระบัวปรากฏวูบขึ้นในหัวใจ เธอรู้ว่าคืนนี้ทุกอย่างจะพุ่งเข้าหาจุดที่ห้ามพลาด และเล่ห์กลของพระสนมเอกเพิ่งเริ่มเดินหมากเท่านั้นเอง

— จบตอนที่ 4/16 — โปรดติดตามตอนที่ 5 ต่อไป
⏰ ตอนต่อไป: 03/09 05:38 น.
ตอนที่ 5

ค่ำคืนนั้นลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำในสระบัวหน้าศาลาริมวังตะวันตกเบา ๆ กลีบบัวสีชมพูอ่อนไหวตามระลอกคลื่นน้อย ๆ แสงโคมจากเสาศาลาทอประกายเหลืองนวลกระทบผิวน้ำ ราวกับเชิญชวนให้ความมืดโดยรอบยิ่งดูลึกลับขึ้นไปอีก

หลินหว่านชิงยืนอยู่หลังแนวไผ่สูงไม่ไกลจากศาลา นางสวมอาภรณ์สีเขียวหยกปักลายเมฆจาง ๆ เรียบง่ายแต่เน้นทรวดทรงองเอวที่คอดกิ่ว สะโพกผายรับกับช่วงอกอวบอิ่มภายใต้ผ้าคาดอกแน่นกระชับ ใบหน้าขาวผ่องดั่งหยกเคลือบน้ำค้าง ริมฝีปากแดงระเรื่อไม่ต้องแต้มสีเพิ่ม ดวงตาคมเรียวยาวจ้องมองไปยังศาลาอย่างใจเย็น แต่ภายในอกกลับร้อนรุ่มด้วยโทสะและความคาดหวังที่แอบซ่อนอยู่

พระสนมสือฮูหยินมาถึงก่อนแล้ว นางอยู่ในชุดแพรสีแดงเลือดนกปักลายดอกท้อสีทอง รัดรูปจนเห็นเค้าโครงเอวบางและหน้าท้องแบนราบ ชายกระโปรงผ่าขึ้นสูงเกือบถึงโคนขาเน้นเรียวขางามเนียนผ่อง ยามเดินสะโพกพลิ้วไหวอย่างจงใจ ให้นึกถึงสรีระที่ผ่านการปรนนิบัติมาอย่างดี ทุกอากัปกิริยาราวกับถูกออกแบบมาเพื่อยั่วเย้า

อีกด้านหนึ่งของทางเดิน เยี่ยนอ๋องเสด็จมาพร้อมจ้าวอี้ ฉลองพระองค์สีดำปักดิ้นทองที่อกและบ่า ทำให้พระวรกายสูงโปร่งดูสง่างามและคมสันยิ่งขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาราวแกะสลักเย็นชาเหมือนเคย ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนจะก้าวขึ้นศาลา

สือฮูหยินยิ้มหวาน ถวายความเคารพอย่างอ่อนช้อย พลางเชิญให้พระองค์ประทับลงยังม้านั่งไม้แกะสลักเบาะแดง

“หม่อมฉันรู้ว่าใต้ฝ่าพระบาททรงเหนื่อยจากราชกิจทั้งวัน จึงจัดน้ำชาดอกบัวผสมเกสรเย็นชื่นใจมาถวายเพคะ”

พระสนมสือทรุดตัวนั่งใกล้ เบียดอกอวบอิ่มอัดแน่นอยู่ในเสื้อคอต่ำเกือบจะล้นออกมาให้เห็นร่องขาวลึกชัดเจน ครั้นรินน้ำชาให้ พระนางโน้มตัวอย่างจงใจให้ทรวงอกทั้งคู่ห้อยย้อยอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์เยี่ยนอ๋อง

“ใต้เท้าเคยตรัสว่า ชาเช่นนี้ต้องดื่มกับคนที่รู้ใจ จึงจะได้รส”

เยี่ยนอ๋องเหลือบตามองเพียงเล็กน้อย ก่อนรับถ้วยชามาโดยไม่แสดงท่าทีใด แต่หนังสือในพระหัตถ์ถูกวางลงข้างกาย

“เจ้าเรียกข้าเพียงเพื่อดื่มชากระนั้นหรือ”

“เหตุใดเพคะ ในเมื่อค่ำคืนเช่นนี้เหมาะนักที่ชายหญิงจะได้สนทนากันตามลำพัง”

สือฮูหยินเลื่อนมือขึ้นมาวางบนหลังมือเยี่ยนอ๋องอย่างกล้าหาญ สัมผัสอุ่น ๆ เบา ๆ ประหนึ่งจะทดสอบน้ำใจพระองค์

หลินหว่านชิงยังยืนอยู่ในเงาไผ่ มือเย็นเฉียบจับที่หน้าท้องตัวเองเบา ๆ รู้สึกเหมือนมีไฟร้อนค่อย ๆ คุกรุ่นในทรวงอก เวลานี้เองที่นางต้องพิสูจน์ว่าความรู้สึกแปลก ๆ ที่ผุดขึ้นยามใกล้ชิดเยี่ยนอ๋องนั้น เป็นเพียงใจคิดไปเอง หรือคือสิ่งที่นางไม่อาจปฏิเสธได้อีก

สือฮูหยินยิ่งขยับใกล้ขึ้น ปลายนิ้วไล้เบา ๆ ขึ้นตามแขนของเยี่ยนอ๋อง

“หม่อมฉันเฝ้าคิดถึงพระองค์ทุกคืนเพคะ ยิ่งได้ยินว่าชายารองจากวังตะวันออกนั้นมาคอยปรนนิบัติใกล้ชิด ก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่น… กลัวว่าพระองค์จะลืมหม่อมฉัน”

เยี่ยนอ๋องยกยิ้มบาง แต่นัยน์ตาเย็นเยียบราวน้ำแข็งในฤดูหนาว

“เจ้าคิดว่า… ตัวเจ้าเองยังอยู่ในความทรงจำของข้าหรือไม่”

สือฮูหยินก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยผมยาวสยายปรกแก้มขาวเนียน ก่อนค่อย ๆ ถอดเสื้อคลุมผืนบางออก เผยให้เห็นไหล่มนเนียนละเอียด แสงโคมกระทบกับผิวเป็นประกายระยิบ เนื้อแน่นเต่งตึงเหมือนลูกท้อสุกเต็มที่ ร่องอกลึกใต้แสงไฟดูน่าหลงใหลเกินจะต้าน

“ถ้าพระองค์ยังไม่ทรงเชื่อใจหม่อมฉัน… เชิญสัมผัสดูเพคะ ว่าร่างกายของหม่อมฉันยังร้อนเร่าอยู่เพื่อพระองค์เพียงใด”

พระนางโน้มตัวเข้ามา อกอวบนุ่มเบียดแนบกับแขนของเยี่ยนอ๋องอย่างจงใจ ริมฝีปากแดงใกล้จะแตะที่ลำคอระหงของเขา

หลินหว่านชิงหายใจแรงขึ้น หน้าอกสะท้านขึ้นลง มือที่จับผ้าคลุมบิดแน่นจนนิ้วซีด ภาพตรงหน้าเหมือนมีดกรีดลงบนอกนาง ทั้งเจ็บแค้นและร้อนรุ่มประหลาด อยากพุ่งเข้าไปฉุดแยกให้ห่าง แต่ก็รอคอยว่าชายตรงหน้าจะเลือกอย่างไร

เยี่ยนอ๋องไม่ได้ขยับหนี หากแต่ยกมือขึ้นบีบปลายคางเรียวของสือฮูหยินให้เงยหน้า ไล่นิ้วไปตามริมฝีปากอวบซึ่งอ้าเผยอเล็กน้อย

“หิวกระหายปานนี้… แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้จึงนิ่งเงียบนัก”

“ก็เพราะหม่อมฉันต้องรอจังหวะที่พระองค์จะเปิดใจ… แต่บัดนี้มีหญิงอื่นมานอนคั่นกลาง หม่อมฉันคงทนไม่ได้อีกแล้วเพคะ”

น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความจริงจังปนเล่ห์ลวง สือฮูหยินช้อนตามองพระองค์ ปลดสายรัดอกลงทีละนิดจนผ้าแพรเลื่อนหลุด เผยให้เห็นยอดอกสีชมพูเข้มแข็งชันแข็งเป็นไตชัดเจนภายใต้แสงโคมสีทอง

หลินหว่านชิงเบือนหน้าเล็กน้อย แต่ไม่ยอมก้าวจากเงาไผ่ สายตาจับจ้องปฏิกิริยาของเยี่ยนอ๋องแทบทุกกล้ามเนื้อ ใจนางเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงเอง

เยี่ยนอ๋องก้มลงมอง เรือนอกของสตรีตรงหน้าแน่นอวบ ปลายยอดชูชันแข็งตา เขาเอื้อมมือไปบีบคลึงเต้าข้างหนึ่งช้า ๆ จนสือฮูหยินครางเบาในลำคอ ดวงตาหรี่ปรือ แผ่วเสียงออกมาอย่างพอใจ

“อา… พระองค์”

“หลับตา”

น้ำเสียงเย็นชาแต่ก็มีอำนาจดึงดูดจนสือฮูหยินเชื่อฟังทันที

หลินหว่านชิงเห็นเยี่ยนอ๋องโน้มหน้าลงช้า ๆ ใกล้กับริมฝีปากแดงของพระสนมเอก ใจนางแทบหยุดเต้น ความอึดอัดร้อนผ่าวแล่นขึ้นสู่ขมับ ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดลงห่างเพียงลมหายใจ

เยี่ยนอ๋องแค่นหัวเราะลงลำคอต่ำพร่า แล้วกระซิบชิดริมฝีปากของสตรีตรงหน้า

“น่าเสียดาย… ข้าไม่นิยมดื่มชาที่ถูกวางยาอ่อน ๆ แม้แต่เพียงกลีบเดียวยังไม่จรด”

สือฮูหยินลืมตาขึ้นทันที ใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อย แต่ยังกลั้นยิ้มไว้ได้อย่างรวดเร็ว

“ใต้ฝ่าพระบาท… หม่อมฉันไม่กล้าคิดเช่นนั้นเพคะ”

เยี่ยนอ๋องผละออกช้า ๆ ทั้งยังใช้ปลายนิ้วดันเส้นผมยาวของนางไปข้างหลังอย่างดูแคลน

“หรือจะบอกว่ากลิ่นหอมจาง ๆ ในชานี้ไม่ใช่ของเจ้าที่ตั้งใจจัดเตรียม”

หลินหว่านชิงรู้สึกลมหายใจที่กลั้นไว้กลับมาโล่งขึ้นมาทันที แต่ดวงตากลับมองเห็นความรวดร้าวแวบหนึ่งของสือฮูหยิน ก่อนที่แววนั้นจะเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้น

สือฮูหยินรีบเก็บความแตกแยกบนใบหน้า แล้วหัวเราะเบา ๆ อย่างมีเล่ห์

“หม่อมฉันเพียงต้องการครอบครองหัวใจของพระองค์ด้วยวิธีของหญิง… หญิงย่อมต้องมีอาวุธ หากจะแย่งชิงกับชายารองผู้ได้ใจพระองค์”

“เจ้าควรรู้ว่า อาวุธที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง… เจ้าจะรับมันได้หรือไม่”

เยี่ยนอ๋องยืนขึ้นสูงตระหง่าน คมดวงตาวาบเย็นกร้าว ก่อนหมุนกายเรียกจ้าวอี้ให้เตรียมกลับวังตะวันออก

ทันใดนั้นเอง สือฮูหยินกลับหัวเราะเสียงใสผิดจากแววตาคาดโทษ พลางกล่าวขึ้นโดยไม่หันมามองพระองค์

“พระองค์อยากรู้หรือไม่ว่า หลินหว่านชิงทราบเรื่องนัดหมายคืนนี้อย่างไร”

เยี่ยนอ๋องชะงักเท้าเล็กน้อย ไม่พูดสิ่งใด แต่รอฟัง

“หม่อมฉันเชิญนางมาเองเพคะ… ให้นางเห็นกับตาว่าพระองค์จะอ่อนไหวกับเรือนกายของหม่อมฉันเพียงใด และนางคงยืนอยู่ในเงามืดไม่ไกลนี่นัก”

ทั้งศาลาเงียบลงชั่วขณะ ลมโชยอ่อนพัดผ่านไผ่เสียงหวีดหวิว เยี่ยนอ๋องเหลือบตามองไปรอบ ๆ ดวงตาคมแข็งกร้าวขึ้นทันที

หลินหว่านชิงหลับตาลงช้า ๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมด แล้วก้าวออกจากเงาไผ่ตรงไปยังศาลา แสงโคมกระทบกับใบหน้างามจนเยี่ยนอ๋องหันขวับมาเห็นเต็มตา

“หม่อมฉันอยู่ที่นี่เพคะ”

สือฮูหยินเบะยิ้มสมใจ ทรุดกายลงนั่งพิงเสาศาลา ปล่อยให้สายรัดอกตกลงมาคลุมกายอย่างไม่รีบร้อน ดวงตาเหยียดยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ

“ในเมื่อมาแล้ว… ก็คงได้เห็นว่าค่ำคืนนี้ใครอบอุ่นหัวใจพระองค์มากกว่ากัน”

หลินหว่านชิงค้อมตัวให้เยี่ยนอ๋องเล็กน้อย แล้วหันไปสบตากับสือฮูหยินตรง ๆ

“ที่หม่อมฉันเห็น มีเพียงพระสนมเอกกำลังถวายตัวต่อรัชทายาทจนแทบเปลือยกายกลางศาลาเท่านั้น… แล้วทรงปฏิเสธ”

ใบหน้าสือฮูหยินกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มดุดัน

“ปากกล้านัก หญิงที่ถูกส่งมาเป็นเครื่องมือ ยังกล้าเงยหน้าให้ข้าหรือ”

“อย่างน้อยเครื่องมือชิ้นนี้ก็ยังยืนอยู่ในศักดิ์ศรีของตนเอง ไม่ต้องใช้กลิ่นยาหรือเรือนกายเป็นเดิมพัน”

เยี่ยนอ๋องแทรกขึ้นอย่างเย็นชา มองทั้งคู่สลับกัน

“พอแล้ว”

ทั้งสองเงียบลงทันที สายตาของเยี่ยนอ๋องหยุดอยู่ที่หลินหว่านชิงนานกว่า ตั้งแต่ใบหน้า ดวงตา ริมฝีปาก ไล่ลงไปที่ซอกคอขาวผ่องภายใต้เนื้อผ้าบาง แล้วกลับมาที่ดวงตาคม

“เจ้าก็พร้อมจะใช้เรือนกายเป็นเดิมพันกับข้าเหมือนนางหรือไม่”

คำถามนั้นเหมือนหยดน้ำเดือดตกลงบนผืนน้ำเย็น หลินหว่านชิงยืนนิ่ง มองพระองค์อย่างไม่หลบตา ดวงตาสั่นเล็กน้อย

“หม่อมฉันไม่จำเป็นต้องใช้เรือนกาย… เพราะสถานะของหม่อมฉันคือชายารองเพคะ จะใช้เพียงใจและความภักดีเท่านั้น”

เยี่ยนอ๋องไล้สายตามองทรวงอกซึ่งสะท้อนขึ้นลงของนางช้า ๆ ก่อนแย้มยิ้มบางอย่างขบขัน

“ถ้าใจเจ้าภักดีจริง… เหตุใดจึงมารออยู่หลังดงไผ่นานนัก ไม่เข้ามาห้ามข้า”

หลินหว่านชิงเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นเคลือบสีชมพูจาง ๆ บนแก้มเนียนละเอียด

“หม่อมฉันอยากเห็นด้วยตาตนเองว่า… พระองค์จะเลือกใคร”

สามีภรรยาต่างประสานสายตากันท่ามกลางความเงียบ สือฮูหยินกัดริมฝีปากอย่างหงุดหงิด แต่ยังไม่อยากเสียท่าราวกับแพ้พ่าย

“ข้าจะลงโทษที่เจ้าลอบตามข้ามา… เดี๋ยวกลับวังตะวันออก เจ้าต้องไปพบข้าที่ห้องบรรทม”

หลินหว่านชิงก้มหน้ารับคำด้วยท่าทีสงบ แต่อกนางอบอุ่นขึ้นมาประหลาด

สือฮูหยินชักสีหน้า ก่อนจะข่มเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ขึ้นมาแทน

“ห้องบรรทมหรือเพคะ พระองค์จะลงโทษนางหรือ… หรือจะประทานรางวัลให้”

เยี่ยนอ๋องหันมามองพระสนมเอกด้วยแววตานิ่งเรียบ

“เรื่องของเจ้ายังไม่จบ แต่ข้าจะเก็บไว้เป็นบัญชีหลัง”

ว่าแล้วก็ก้าวลงจากศาลา หลินหว่านชิงเดินตามห่าง ๆ ส่วนสือฮูหยินได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในศาลา อกซ้ายขวากระเพื่อมแรง ใบหน้างามบิดเบี้ยวชั่ววูบด้วยความอัปยศ

จ้าวอี้ถวายความเคารพหลินหว่านชิงอย่างสัมผัสได้ถึงความห่วงใยนั้นแวบหนึ่ง ก่อนหันไปเปิดทางเสด็จฯ เงาร่างทั้งสามหายลับเข้าไปในทางเดินยาวกลางวังยามค่ำคืน

@ ระหว่างทาง เยี่ยนอ๋องหยุดอยู่ใต้ซุ้มดอกลั่นทมข้างกำแพงวัง แล้วหมุนตัวมาหยุดตรงหน้าหลินหว่านชิง ดวงตาคมวาวขึ้นอย่างที่นางไม่เคยเห็น

“เจ้าหวงแหนข้าถึงขนาดนั้นหรือ”

หลินหว่านชิงใจเต้นแรง มองพระองค์ไม่ตอบ เยี่ยนอ๋องเอื้อมมือสอดไปตามเอวบางของนางอย่างไม่ได้ขออนุญาต กระชากร่างเข้าหาแน่นจนอกนางเบียดกับพระอุระแข็งชัด รอยผ้าบางนั้นถ่ายทอดความร้อนชัดเจน ทั้งสองหายใจผ่าว ๆ ใส่ผิวกัน

“ถ้าเจ้าจะทนดูสตรีอื่นเปลือยกายอ้อนวอนสามีตัวเอง… ข้าว่าควรต้องทบทวนบทลงโทษเจ้าเสียใหม่”

เขาบีบเอวนางแน่นขึ้นจนหลินหว่านชิงตัวสั่นเบา ๆ กลิ่นอายสาบานจากกายพวกนั้นเจืออยู่ในสะบัดผมดำขลับ สายตาเขาจดจ้องริมฝีปากนาง

“แล้ว… พระองค์จะลงโทษหม่อมฉันอย่างไรเพคะ”

เยี่ยนอ๋องก้มลงชิดใบหูของนาง ริมฝีปากเกือบแตะกับติ่งหู

“ทั้งคืน… เจ้าจะรู้เอง”

คำพูดนั้นสั่นสะท้านเข้าไปกลางอก หลินหว่านชิงเม้มปากแน่น พยายามข่มกายไม่ให้ส่งเสียงใด ๆ ออกมา แต่ลมหายใจที่ขาดห้วงของนางบ่งบอกชัดว่าใจแน่นิ่งไม่ไหว

กลับถึงวังตะวันออก เยี่ยนอ๋องสั่งจ้าวอี้ให้ถอยออกไปก่อนที่หน้าพระทวารห้องบรรทม จากนั้นจึงจูงข้อมือหลินหว่านชิงเข้ามาด้านใน ปล่อยนางยืนเคว้งอยู่กลางห้องแสงเทียนสีเหลืองนวลที่เผยให้เห็นเตียงไม้ขนาดใหญ่ ม่านผ้าโปร่งถูกปล่อยลงบางส่วน

“ถอดเสื้อนอกออก”

เขาสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจจนไม่อาจขัด

หลินหว่านชิงค่อย ๆ ปลดผ้าคาดเอว สอดนิ้วถอดเสื้อคลุมสีเขียวหยกออกช้า ๆ เผยให้เห็นเรือนร่างบอบบางแต่อวบอิ่มภายนอกเสื้อคอกระเช้า เนื้อแน่นเต่งตึงหน้าท้องแบนราบ ข้อมือบางราวหักได้ อกอวบนุ่มสะท้านขึ้นลงรออยู่ภายใต้เนื้อผ้าชั้นในบางเบา

เยี่ยนอ๋องก้าวเข้าหา ใช้ปลายนิ้วดันปลายคางนางให้เงยขึ้น มองหน้าสวยที่เริ่มแดงเรื่อราวกลีบบัวยามถูกแสง

“กลัวหรือไม่”

“ไม่กลัวเพคะ”

เสียงนางแผ่วเบาแต่หนักแน่น เขาเบะยิ้มมุมปาก มืออีกข้างขยำเข้าที่เต้าอวบของนางผ่านเนื้อผ้าชั้นในจนหลินหว่านชิงสะดุ้งโหยง เสียงครางหลุดจากริมฝีปากบางเบาราวไม่ตั้งใจ

“อือ…”

เขาสอดนิ้วเข้าไปดันผ้าชั้นในออกทีละน้อยจนเห็นยอดถันสีชมพูเข้มชูแข็งสู้ปลายนิ้วแล้วบีบคลึงเบา ๆ ก่อนรุนแรงขึ้นสลับกัน หลินหว่านชิงจิกนิ้วกับผ้าแพรบนเตียงแน่น สะโพกกลมถอยเล็กน้อยอย่างข่มอารมณ์

“ปากบอกไม่กลัว… แต่เสียวจนตัวสั่นนี่”

เขากดนางลงบนเตียง ลูบไล้ตามแผ่นหลังเนียนจรดเอวคอด ปลดผ้าชั้นในหลุดออกจากบ่าจนเรือนอกขาวเนียนเปลือยเปล่าให้เห็นเต็มตา ยอดอกชูชันน่าขย้ำ สะโพกผายกลมกลึงแนบกับเบาะแดง

หลินหว่านชิงกัดริมฝีปากแน่น ยามปลายนิ้วเขาเลื่อนต่ำไปยังหน้าท้องและขอบกระโปรงชั้นในก็เสียวท้องน้อยขนลุกซู่ ดวงตาเหม่อมองม่านผ้าที่ไหวเบา ๆ คืนนี้ดูเหมือนการลงโทษของพระองค์จะพาให้หัวใจสั่นไหวเสียมากกว่า

เยี่ยนอ๋องโน้มหน้าลงกระซิบกลางซอกคอ กลิ่นกายหญิงนวลหอมคล้ายแมกไม้ยามฝนพรำ เขาเม้มดูดเบา ๆ ที่ลำคอจรดแนวไหปลาร้า แล้วลากปลายจมูกลงกลางอกจนยอดถันนางเบียดแทรกริมฝีปากเขา

“พรุ่งนี้… เจ้าจะเดินหลังตรงเพื่อนางได้หรือไม่”

หลินหว่านชิงจะตอบอย่างไรไม่ออก ได้แต่เงยหน้ารับสัมผัสอันยากจะต้าน ร่างทั้งร่างเหมือนถูกไฟละลายจากภายใน

ภายนอกห้อง แสงเทียนชั้นนอกปลิววาบเพราะลมที่โชยมาจากสวนเบื้องหลัง ราวกับความอ่อนไหวในคืนนั้นยังไม่จบลง…

ขุนนางคนสนิทของพระสนมสือย่องเงาไปตามหลังกำแพงวังตะวันออก ชะเง้อมองแสงไฟในห้องบรรทมที่ยังไม่ดับ ก่อนหันกลับไปรายงานทุกอย่างแก่นายอย่างเงียบงัน

ตรีชุลีที่ปลายลับของรองเท้าปักนั้นอ้าออกเหมือนพร้อมจะแทรกไปในความลับของทุกคน คืนนี้… ยังอีกยาวไกล

— จบตอนที่ 5/16 — โปรดติดตามตอนที่ 6 ต่อไป
⏰ ตอนต่อไป: 03/09 13:55 น.
ตอนที่ 6

ลมยามค่ำพัดผ่านศาลาริมสระบัว กลีบบัวสีชมพูอ่อนไหวตามระลอกน้ำน้อยๆ แสงโคมจากเสาศาลาทาบทับลงบนผิวน้ำจนดูราวกับภาพวาดมีชีวิต แต่หลินหว่านชิงกลับไม่รู้สึกถึงความงามตรงหน้าแม้แต่น้อย

นางยืนอยู่หลังกอไผ่ แผ่นหลังแนบกับลำต้นเย็นเฉียบ มือข้างหนึ่งกำผ้าคลุมจนยับยู่ยี่ ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังร่างสองร่างที่อยู่ภายใต้ชายคาศาลา หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงเอง

พระสนมสือยังคงนั่งบนตักของเยี่ยนอ๋อง อกอวบอิ่มภายใต้ผ้าบางแทบจะล้นออกมาเต็มตา มือนางจับข้อมือของเขากดลงบนเนินอกข้างขวา ใบหน้างามเอียงอายแต่แววตากลับเต็มไปด้วยชัยชนะ

“หลับตาเสีย” เสียงทุ้มของเยี่ยนอ๋องเอ่ยขึ้น

หลินหว่านชิงกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง อกนางร้อนผ่าวราวกับมีไฟสุมอยู่ข้างใน ความรู้สึกแค้นใจปนกับความหึงหวงถาโถมจนปลายนิ้วสั่น จะให้ยืนดูเขาสัมผัสเรือนร่างของหญิงอื่นต่อหน้าต่อตาเช่นนั้นได้อย่างไร

แต่ยังไม่ทันที่นางจะตัดสินใจขยับตัว พระสนมสือก็ค่อยๆ หลับตาลงตามคำสั่ง ริมฝีปากแดงระเรื่อคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ เอนกายแนบชิดอกกว้างของบุรุษตรงหน้ามากขึ้น สะโพกผายเบียดกับหน้าขาของเขา เชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าอีกเพียงอึดใจจะได้ครอบครองสิ่งที่หมายปอง

เยี่ยนอ๋องปล่อยมือนางช้าๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาบรรจงเกยคางมนของพระสนมสาว แล้วโน้มใบหน้าลงใกล้จนลมหายใจรินรดกัน

แต่แล้วร่างสูงกลับหยุดนิ่ง ดวงตาเรียวยาวที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับเหลือบมองไปทางกอไผ่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกดริมฝีปากลงกับซอกคอขาวผ่องของสตรีบนตักเบาๆ

พระสนมสือครางในลำคอ ทิ้งตัวอ่อนระทวย เปลือกตาสั่นระริก ความร้อนวาบขึ้นจากแก้มซ่านไปทั้งร่าง นางไม่ทันสังเกตเลยว่าริมฝีปากนั้นแตะเพียงผิวเผินไม่ต่างจากลมผ่าน

มือหนาเลื่อนมาปลดสายคาดอกของนางออกช้าๆ ผ้าแพรสีแดงสดร่วงหล่นลงบนตัก เผยให้เห็นทรวงอกอวบอูม ผิวเนียนละเอียดราวกับหยกขาวชุ่มน้ำ ยอดถันสีชมพูเข้มแข็งชันขึ้นท้าทายสายตา

หลินหว่านชิงกำผ้าคลุมจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อฝ่ามือ ความเจ็บจี๊ดที่มือกลับทำให้นางได้สติ คำถามหนึ่งผุดขึ้นในใจ เหตุใดเยี่ยนอ๋องจึงทำเช่นนี้ ทั้งที่รู้ว่านางแอบดูอยู่ หรือเขาต้องการทดสอบนางอีกครั้ง

ทันใดนั้นเอง ร่างสูงก็ขยับ ดันอกพระสนมสือออกห่างแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าคมสันกลับมาเรียบเฉยราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

“พอเพียงเท่านี้”

เสียงเรียบเอ่ยขึ้น ทำเอาพระสนมสือลืมตาโพลงด้วยความไม่เชื่อ ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกอีกฝ่ายจับไหล่ประคองให้ยืนห่างจากกายเขา

“เยี่ยนอ๋องเพคะ…” เสียงนางแทบขาดหาย สายตาเว้าวอนกึ่งขุ่นเคือง “หม่อมฉันถวายใจและกายแด่พระองค์ถึงเพียงนี้ เหตุใดจึง…”

“ข้าไม่ต้องการสตรีที่หัวใจเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน” เขาตอบเสียงเรียบ ดวงตาคมกริบจ้องนางตรงๆ “เจ้าใช้เรือนกายเป็นเครื่องมือต่อรอง ข้าเพียงอยากรู้ว่ามันจะต่ำตมถึงเพียงใด”

ใบหน้าพระสนมสือแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย ทรวงอกยังเปลือยเปล่าให้ลมยามค่ำพัดโชย แต่ความเย็นจากสายตาเขากลับทำให้คนทั้งร่างราวกับถูกน้ำแข็งสาดใส่

“องค์ชายพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ” นางเริ่มเสียงสั่น แต่ยังพยายามรวบรวมความหยิ่งผยองกลับคืน “ลืมไปแล้วหรือว่าใครปกป้องท่านจากเงื้อมมือไทเฮา”

เยี่ยนอ๋องยิ้มบาง แต่แววตากลับเย็นชาเยียบ “ก็แล้วเหตุใดเจ้าจึงนัดหมายข้ามายังศาลาริมสระบัว เพียงเพื่อยั่วสวาทหรือเพื่อถ่วงเวลาให้ไทเฮาเคลื่อนไหว”

ประโยคนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางศาลา หลินหว่านชิงเบิกตากว้าง พลันความเข้าใจบางอย่างก็แล่นปราดเข้าใส่นาง

พระสนมสือถอยหลังไปหนึ่งก้าว สองมือไขว้ปิดอกเนื้อนวลผิดปกติ ริมฝีปากเผยอขึ้นราวกับจะกล่าวแก้ตัว แต่กลับไม่มีคำใดเล็ดลอดออกมา

“ทหารองครักษ์ของใครกำลังปิดล้อมวังตะวันออกอยู่ในเวลานี้” เยี่ยนอ๋องกล่าวต่อเสียงต่ำ “เจ้าคิดว่าข้าโง่พอจะถูกนางล่อลวงด้วยของเปลือยเปล่าเช่นนั้นหรือ”

คราวนี้พระสนมสือหน้าซีดเผือด ทรุดตัวลงกับพื้นศาลา มือคว้าผ้าแพรที่ร่วงอยู่ขึ้นมาปิดหน้าอก สายตายังจ้องเขาอย่างไม่อยากเชื่อว่าทุกอย่างถูกมองทะลุหมดแล้ว

หลินหว่านชิงตัดสินใจก้าวออกจากเงากอไผ่ นาฬิกาใจตอนนี้เต้นรัวด้วยความโล่งใจปนวิตก สายตาเหลือบมองพระสนมสือที่นั่งอกสั่นขมิ้นอยู่บนพื้นแล้วจึงหันกลับไปหาร่างสูง

“พระองค์รู้ตั้งแต่แรกแล้วหรือเพคะ” เสียงนางเอ่ยเบาแต่ชัดเจน

เยี่ยนอ๋องหันมามองนาง ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาค่อยอ่อนลงเล็กน้อย “เจ้าตามมาทำไม”

คำถามของเขาทำเอานางชะงักไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มจางๆ “หม่อมฉันเป็นชายารอง หากสวามีจะพลาดท่าให้หญิงอื่นถึงเช่นนี้ จะยืนดูอยู่เฉยได้อย่างไร”

คำตอบของนางเรียกเสียงหัวเราะสั้นๆ จากเขาได้อย่างน่าประหลาด ก่อนที่เสียงฝีเท้าทหารและแสงคบไฟจากปลายทางเดินจะปรากฏขึ้น

องครักษ์จ้าวอี้ก้าวนำเข้ามาในเครื่องแบบเต็มยศ ใบหน้าคมห้าวเต็มไปด้วยความกังวล เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้ากลับหยุดชะงักเพียงครู่ก่อนจะหมอบคำนับ

“องค์ชาย มีกลุ่มทหารลับของไทเฮาประจำการอยู่รอบวังตะวันออกตั้งแต่ยามพลบ พวกเราจับกุมหัวหน้าหน่วยไว้ได้แล้วขอรับ”

เยี่ยนอ๋องพยักหน้าน้อยๆ ก่อนหันกลับมาหาพระสนมสือที่ตอนนี้ตัวสั่นเทา “ได้ยินแล้วหรือยัง ว่าหัวหน้าหน่วยของพวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

สือฮูหยินกัดริมฝีปากล่างแน่นจนเกือบปริ ไม่เผยคำใดออกมา แต่ดวงตาคู่งามกลับลุกโชนด้วยความแค้น

หลินหว่านชิงมองภาพตรงหน้าแล้วใจหายวาบ สงครามในวังหลวงครั้งนี้ไม่ได้จบลงแค่คืนนี้แน่นอน เพียงแต่บทบาทของนางจะอยู่ตรงไหนในเกมอันตรายนี้

“จ้าวอี้ คุมตัวพระสนมสือไปรอที่ตำหนักเย็นก่อนอย่าให้ผู้ใดพบเห็น” เยี่ยนอ๋องสั่งเสียงเข้ม “แล้วรวบรวมรายชื่อทหารทั้งหมดที่ถูกจับได้ส่งให้ข้าก่อนย่ำรุ่ง”

จ้าวอี้รับคำพร้อมชำเลืองมองหลินหว่านชิงแวบหนึ่ง แววตาวูบไหวก่อนจะหันไปจัดการตามรับสั่ง

เมื่อศาลาเงียบลงดังเดิม หลินหว่านชิงจึงถอนหายใจยาว สายตามองตามร่างพระสนมที่ถูกองครักษ์ประคองออกไปด้วยสีหน้าหมดเรียบร้อย

“พระองค์จะทำเช่นไรต่อเพคะ” นางถามเสียงแผ่ว

เยี่ยนอ๋องไม่ตอบในทันที กลับเดินมายืนตรงหน้าของนาง ใกล้จนได้กลิ่นหอมจากผ้าคลุมที่ติดมาจากเรือนของตน

“เจ้าเป็นห่วงข้า”

ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำยืนยันเรียบๆ น้ำเสียงทุ้มเจือความพึงพอใจน้อยๆ ที่คนอื่นยากจะจับได้

หลินหว่านชิงเงยหน้าขึ้นสบสายตาเขาโดยไม่หลบ “หม่อมฉันเป็นชายาของพระองค์”

เยี่ยนอ๋องยกมือขึ้นคลายปมผ้าคลุมของนางออกเบาๆ ผืนผ้าสีฟ้าอ่อนร่วงหล่นลงบนพื้นศาลา เผยให้เห็นเรือนผมดำขลับที่รวบครึ่ง ใบหน้างามหมดจดดุจภาพเขียน และลำคอระหงที่เต้นระริกเพราะหัวใจเต้นแรง

“ถ้าเช่นนั้นคืนนี้…” เขาโน้มหน้าลงกระซิบใกล้ใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวสัมผัสผิวบางเบา “ข้าจะให้รางวัลชายา”

ร่างบางสะท้านวูบ ดวงตากลมโตเบิกขึ้นด้วยความตกใจระคนหวามใจ ปลายนิ้วเย็นเฉียบของความกลัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความร้อนซ่านที่แล่นจากต้นคอลงมาถึงแก่นกาย

สีหน้าของนางบัดนี้แดงระเรื่อยิ่งกว่ากลีบบัวใต้แสงโคม เยี่ยนอ๋องเห็นปฏิกิริยานั้นก็หัวเราะเสียงต่ำในลำคออย่างพอใจก่อนจะจับข้อมือเล็กของนางเดินขึ้นจากศาลามุ่งสู่เรือนนอนของตน

ภายในเรือนนอนกว้างขวาง กลิ่นกำยานจางๆ ลอยคลุ้งไปทั้งห้อง เตียงไม้แกะลายมังกรขนาดใหญ่ปูลาดด้วยผ้าแพรหมอนปักดิ้นทองดูอ่อนนุ่มราวกับก้อนเมฆ

เยี่ยนอ๋องปล่อยมือนางแล้วหมุนกายกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยประกายที่หลินหว่านชิงไม่เคยเห็นมาก่อน มันร้อนแรงจนนางแทบถอยกรูด

“มองข้าเหมือนจะกินข้าเช่นนั้น” นางเอ่ยเสียงเบากลบความเขินในอก

เขายิ้มมุมปาก “เจ้าจะให้ข้าเริ่มจากไหน”

คำถามทรงเสน่ห์นั่นทำเอาหลินหว่านชิงถึงกับหายใจขัด ต้องเบนสายตาออกไปทางอื่นพลางพยายามตั้งสติ ความฉลาดปราดเปรื่องที่เคยมีกลับมลายหายไปสิ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเช่นนี้

มือหนาเอื้อมมาปลดปิ่นปักผมของนางออกทีละอัน เรือนผมดำสยายลงมาปรกแผ่นหลังเนียน เขาบรรจงจับเส้นผมขึ้นมาเคลียไว้ที่หลังใบหู เผยให้เห็นซอกคอขาวผ่อง

“บอกข้ามาสิ” เขาโน้มลงมาใกล้ ริมฝีปากแตะลงบนขมับน้อยๆ “คืนนั้นที่เจ้าแอบมองข้าอยู่หลังกอไผ่ เจ้ารู้สึกเช่นไร”

หลินหว่านชิงกำชายเสื้อตัวเองแน่น หัวใจเต้นรัวจนลมหายใจถี่ “หม่อมฉัน… รู้สึกแค้น”

“แล้วนอกจากแค้นล่ะ” มือเขาเริ่มปลดสายรัดเอวบางของนางออกช้าๆ ราวกับตั้งใจทรมาน

“รู้สึก… ร้อน” คำท้ายแทบไม่หลุดจากลำคอ

“ร้อนตรงไหน” เขาถามต่ำพร่า พลางสอดมือเข้าทางช่องเสื้อที่แย้มอยู่ ลูบไล้หน้าท้องแบนเนียนของนางอย่างเนิบช้า

หลินหว่านชิงแทบทรุดเมื่อปลายนิ้วหยาบลากผ่านช่วงเอวคอดไปที่บั้นเอว ความเสียวซ่านแล่นวาบลงสู่กลางกายที่คับแน่นไปด้วยความต้องการไม่ทันตั้งตัว

“ตรงที่… กายของหม่อมฉันต้องการพระองค์” คำตอบหลุดออกทั้งเขินอายแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ

เพราะนางไม่เคยต้องการใครเช่นนี้มาก่อน ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางการเมือง หรือหน้าที่ของชายารอง ทว่าลึกๆ แล้วกายและใจของนางร่ำร้องหาเขามาตั้งแต่ครั้งแรกที่ปะทะคารม ความปรารถนาที่ถูกระแวงกดทับบัดนี้พร้อมจะปะทุ

เยี่ยนอ๋องดันร่างนางให้แผ่นหลังแนบกับเสาเตียง มือปลดเสื้อชั้นนอกของนางออกจนเหลือเพียงเสื้อชั้นในบางเบา ทรวงอกงามที่ถูกผ้าตวัดรัดไว้นูนเด่นขึ้นตามจังหวะหายใจ สันถันเล็กชันแข็งสะท้อนผ่านผ้าบางจนเขาเบนสายตาไม่ได้

“เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะทำให้เจ้าไม่ต้องร้อนรุ่มอีก” เขาก้มลงประกบริมฝีปากกับซอกคอขาวอย่างไม่รีบร้อน ลิ้นร้อนแตะเลียเป็นทางยาวลงมาบริเวณไหปลาร้า

หลินหว่านชิงครางหวานในลำคอ โตงเตงไปกับความรู้สึกวาบหวามที่จู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว อกอวบกระเพื่อมพร้อมกับที่มือของเขาพาลให้เสื้อชั้นในหลุดจากไหล่ข้างหนึ่ง เผยผิวเนียนเปล่งปลั่งภายใต้แสงเทียน

เขาบรรจงดึงผ้าชิ้นสุดท้ายออกจนร่างงามเปลือยเปล่าทั้งหมดเบื้องหน้า ดวงตาคมมองไล่ตั้งแต่ลำคอระหง ไหล่บาง สันอกอวบอิ่มไม่ใหญ่เกินจับ เอวคอดกิ่ว ลงไปยังสะโพกผายกลมกลึงและง่ามขาอวบที่บัดนี้ชุ่มฉ่ำจนผิวนั้นร่องรอยความเงี่ยนไว้ชัด

“โหนกงามเช่นนี้… ทำไมเพิ่งมาเป็นของข้าตอนนี้” เสียงพร่าของเขากระซิบพลางมือหนาลูบเข้าที่โคนขาหนีบช้าๆ ก่อนจะกดนิ้วลงบนโหนกหีที่โป่งนูนเด่น คลึงเบาๆ ตามร่อง

เสียงหลินหว่านชิงสั่นพล่าน “อื้อ… พระองค์…”

นิ้วหยาบเกลี่ยกลีบเนื้อที่บวมอูมด้วยเลือดและความเสียว กลีบเล็กกางออกรับสัมผัสจนชัดเจนถึงความลื่นเยิ้มที่เริ่มไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย เขาใช้นิ้วชี้ปาดลงในร่องแล้วดันขึ้นมากระตุ้นเม็ดเล็กแข็งที่ซ่อนอยู่

“ตรงนี้ร้อนมาก…” เขาเอ่ยพลางกดปลายนิ้วคลึงเม็ดสวาทจนนางสะดุ้งสุดตัว เสียงครางหวานห้ามไม่อยู่ และขาอวบเริ่มสั่นคล้ายจะยืนไม่อยู่

“หม่อมฉัน… อือออ… ไม่ไหว…” มือนางกำไหล่กว้างของเขาแน่น เขย่งปลายเท้าหนีสัมผัสแต่ก็เหมือนยิ่งถูไถให้ความเสียวแล่นลึกขึ้น

“ยังไม่ได้เริ่มเลย” เยี่ยนอ๋องยิ้มพราย ดึงมือของนางมากดลงบนเป้ากางเกงของตนตรงเนื้อควยที่แข็งตึงจนโป่งเป็นลำชัดเจน “สัมผัสสิ่งที่เจ้าทำกับข้าสิ”

หลินหว่านชิงหายใจหอบ มือบางคลำปมเนื้อหนาแข็งผ่านผ้าได้จับต้องขนาดและความร้อนจนตกใจระคนอยากรู้ ควยของเขายาวจนนางกำเกือบไม่สุด น้ำปลายเปียกซึมผ้าบางแตะนิ้ว

“ถอดให้ข้า” เขาสั่งเสียงนุ่ม ลูบหัวไหล่ของนางเบาๆ

เรือนร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวก้มลงปลดเข็มขัดของเขาออกอย่างเอียงอาย ครั้นดึงกางเกงลงก็เผยให้เห็นแท่งควยใหญ่ที่ผงาดชี้ขึ้นเต็มตา เนื้อหนาสีเข้มอมแดงก่ำ ปลายบานเป็นมันด้วยน้ำใสเยิ้ม มีเส้นสลักนูนพาดตามความยาวดูน่ากลัวและน่าเสียวในคราวเดียว

“กลัวหรือ” เขาถามเมื่อเห็นนางชะงัก

หลินหว่านชิงส่ายหน้าน้อยๆ ทรุดคุกเข่าลงตรงหน้าโดยไม่รอคำสั่ง มือเล็กประคองลำควยขึ้น ดวงตากลมเงยสบสายตาเขาแวบหนึ่งก่อนจะยื่นลิ้นเล็กแตะลงที่หัวบาน

รสเค็มหวานของน้ำรักแรกของเขากระจายในปากพร้อมเสียงครางทุ้มจากอกแกร่งที่ดังก้องทำเอานางใจสั่น กล้าขึ้นอีกโดยอ้าปากอมลงไปครึ่งลำ ลิ้นตวัดวนรอบส่วนหัวอย่างรู้งาน

“อืม… ดี” เยี่ยนอ๋องเกร็งขาเล็กน้อยเมื่อความร้อนจากโพรงปากนางดูดรัดรึงใจ ดันสะโพกเข้าช้าๆ สอนนางให้รับลึกขึ้นจนปลายควยแตะโคนลิ้น

หลินหว่านชิงกำลังคลุกคลีกับความเงี่ยนจนลืมความเขินไปสิ้น น้ำลายเยิ้มเปรอะเปื้อนหน้าขาเขา สองมือขยำต้นขาแกร่งเป็นจังหวะเดียวกับการขยับหัวเข้าออกในปาก ความเสียวในตัวนางเองก็ทวีคูณจนน้ำรักไหลย้อยถึงต้นขา

“พอแล้ว” เขายกมือนางขึ้นแล้วอุ้มเข้าสู่เตียงกว้าง จับร่างเปลือยเปล่านอนหงายแยกขาสองข้างออกกว้าง เผยให้เห็นหีโหนกเบ่งที่แฉะชุ่มเป็นมันวาว

เยี่ยนอ๋องมองเห็นร่องหลืบสีชมพูเข้มที่ขยับพับอยู่หน้าร้อนผ่าวก็ถึงกับกลืนน้ำลาย มือจัดท่าทางตัวเองด้วยความทุลักทุเลน้อยๆ ก่อนจะจ่อปลายควยที่ปากร่อง

“จะได้แล้ว” เขาเตือนเสียงกระเส่า

แล้วกระแทกสอดใส่เข้าไปจนมิดเดียว

เสียงหลินหว่านชิงครางออกมาเป็นเสียงแหลมสั่น ความแน่นตึงมหาศาลกดรัดแท่งควยที่เพิ่งถูกเด็ดสดจนเขาต้องหยุดขยับชั่วครู่ ปลายควยกดลงกับจุดลึกในที่อ่อนนุ่มจนทั่วร่างนางกระตุก

“เจ็บหรือ” เขาถามเสียงห่วง แต่น้ำเสียงกลับสั่นพร่าด้วยความเสียว

“ไม่… หม่อมฉัน… มันเสียวจนพูดไม่ออก” นางส่ายหน้าพร้อมน้ำตาเอ่อล้นด้วยความอัดอั้น ครั้นพอเขาลดตัวลงกอดแนบแล้วเริ่มขยับเอวช้าๆ ความเจ็บก็กลายเป็นคลื่นร้อนที่โหมท่วมท้น

การเย็ดครั้งนี้ทั้งช้าทั้งลึก ทุกจังหวะเน้นย้ำให้หัวควยครูดผ่านผิวเนื้อชั้นในอย่างละเมียดละไม เสียงเนื้อกระทบกันดังกึกทุรังแต่ในเรือนเงียบชวนใจเต้น

“ตรงนี้ชอบหรือ” เขาเลื่อนสะโพกดันขึ้นเหนือมุมเดิมพิเศษ ผู้หญิงตรงหน้าร้องลากยาว เกร็งขาสั่นจนเห็นกล้ามท้องน้อยพับ

“อื้อออ… ตรงนั้น… เย็ดตรงนั้นอีก…” หลินหว่านชิงเผลอเอ่ยออกไปด้วยความเงี่ยนสุดขีด สะโพกหนาเบ้งขยับสวนรับเองโดยไม่สนใจภาพปลายเท้าแอ่นจิกผ้าปู

เยี่ยนอ๋องคำรามในอก เห็นท่าทางเมามัวของนางแล้วความยับยั้งแทบหมดสิ้น จับเข่าขาวสองข้างอ้าเข้าหาตัวแล้วทุ่มแรงกระแทกเร็วขึ้นจนทั้งหัวเตียงลั่นดังสม่ำเสมอ ความเสียวซ่าซุดโซ้ะทุกครั้งที่หัวควยหนาเสียดถึงปากมดลูก

“ข้าจะหลั่งในหีเจ้า รับได้หรือไม่” เขาถามแม้จวนถึงที่สุดอยู่รอมร่อ

“ใส่เข้ามาเถอะเพคะ… หม่อมฉันอยากรับทุกอย่างของพระองค์” เสียงหวานแหบพร่าตอบพร้อมยกสะโพกรับครั้งสุดท้าย

เขาเร่งกระแทกอีกห้าครั้งหกครั้งก็ปล่อยน้ำรักร้อนรวดพุ่งลึกสุดลำ หลินหว่านชิงร้องครวญซ่านทั้งตัวพลางถึงจุดปลดปล่อย เค้นเป็นจังหวะถี่รัดจนเยี่ยนอ๋องแผดเสียงตีคอเสียงพร่า ร่างแกร่งทรุดทับลงกับอกอวบนิ่มยังไม่ถอนออก

ทั้งคู่แนบกายนิ่งหอบอยู่ครู่ใหญ่ ยังไม่มีใครเอ่ยสิ่งใด มีเพียงลมหายใจผสมคละกันเบาๆ หัวใจของทั้งสองเหมือนจะเค้นเอาความลับจากคืนนี้ไว้ด้วยกัน

จนกระทั่งเสียงเคาะประตูเรือนรัวถี่ดังขึ้นพร้อมเสียงจ้าวอี้รีบร้อน “องค์ชาย… มีทหารหลวงมาประกาศรับสั่งจากไทเฮาขอพบพระชายารองหลินทันทีขอรับ”

ร่างเปลือยเปล่าคู่กันชะงักพร้อมกัน หลินหว่านชิงตื่นเต็มตา เยี่ยนอ๋องถอนกายออกแล้วคว้าผ้าคลุมกายให้ทั้งนางและตน ดวงตาคมวาวโรจน์ขึ้นทันควัน

เพราะบัดนี้นาฬิกายามค่ำคืนยังบอกเวลาไม่ถึงสองยาม แต่ไทเฮาเรียกหาหลินหว่านชิงดึกดื่นเช่นนี้ ย่อมไม่ได้หมายความดีแน่

— จบตอนที่ 6/16 — โปรดติดตามตอนที่ 7 ต่อไป
⏰ ตอนต่อไป: 04/09 05:33 น.
ตอนที่ 7

เสียงฝีเท้าขององครักษ์หุ้มเกราะดังกึกก้องไปทั่วลานหินหน้าศาลาริมสระบัว เปลวคบเพลิงสีส้มแดงส่องกระทบผิวน้ำระยิบระยับราวกับผิวไหมถูกไฟลน จ้าวอี้ก้าวนำเข้ามาก่อนใคร ดวงตาคมกริบกวาดมองสถานการณ์รอบกายเพียงชั่วอึดใจก็คุกเข่าลงตรงหน้าเยี่ยนอ๋อง

“กระหม่อมนำกำลังมาช้าไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

เยี่ยนอ๋องปัดชายเสื้อคลุมยาวอย่างไม่รีบร้อน สายตายังคงจับจ้องไปที่พระสนมสือซึ่งทรุดกายอยู่กับพื้น ทรวงอกที่ถูกรั้งสายคาดลงยังคงเปลือยเปล่าเต็มสองเต้า ผิวเนื้อขาวนวลเป็นมันวาวท่ามกลางแสงคบเพลิง อกอวบเต่งตึงสะท้อนเงาไฟจนเห็นลักยิ้มกลางทรวงอกชัดเจน สองเม็ดยอดอกสีชมพูเข้มชูชันด้วยความตกใจและความเย็นยะเยือกที่แล่นเสียดแทงทั่วร่าง

“ไม่ช้าไปหรอก” เยี่ยนอ๋องตอบเสียงเรียบ ก่อนปรายตามองหลินหว่านชิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้างามยังแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์โทสะและความรู้สึกบางอย่างที่เจ้าตัวก็แทบไม่กล้าเอ่ยในใจ “ข้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคืนนี้ต้องมีเรื่อง”

พระสนมสือรีบยกมือไหว้ทั้งที่ยังคุกเข่า แผ่นหลังโค้งงามสั่นเทา เส้นผมที่เคยจัดแต่งเป็นมวยสูงกลางศีรษะหลุดลุ่ยลงมาปรกแก้มขาว “หม่อมฉัน…หม่อมฉันเพียงแต่คิด…ปรนนิบัติพระองค์…”

เสียงนางขาด ๆ หาย ๆ ฟังดูอ่อนโยนจนน่าเวทนา แต่ดวงตาคู่งามยังวาววับราวนางจิ้งจอกเฒ่าที่แสร้งทำเป็นลูกหมาตกใจ หลินหว่านชิงมองเห็นชัด ในใจทั้งหมั่นไส้และเบื่อหน่ายเต็มที

“แต่งกายเช่นนี้…แล้วบอกว่ามาปรนนิบัติ?” หลินหว่านชิงเอ่ยถาม น้ำเสียงเย็นดุจสายลมก่อนพายุ ใบหน้าสวยเรียบตึง ดวงตากลมโตจับจ้องอกอวบของพระสนมสืออย่างไม่ปิดบัง “หากข้าเป็นไทเฮาคงต้องถามว่าพระสนมเอกแห่งวังในตั้งใจยั่วถึงเพียงนี้เพื่อการใด”

คำพูดนั้นแทงใจดำนัก พระสนมสือเงยหน้าขึ้นจ้องหลินหว่านชิงแวบหนึ่ง แววตาเคียดแค้นวูบไหวราวงูพิษถูกเหยียบหาง แต่ก็รีบก้มหน้าลงแทบพื้น “หม่อมฉันกลัวว่าจะเสียพระทัยพระองค์…จึง…จึงเผลอ…หลุด…”

“หยุดเถิด” เยี่ยนอ๋องขัดขึ้น ทรงก้าวเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจาง ๆ จากพระสนมสือยังคงลอยกรุ่นราวควันธูปยั่วยวน แต่กลับไม่ทำให้แววพระเนตรเย็นชาของพระองค์สั่นคลอนแม้แต่น้อย “เรื่องคืนนี้ข้าจะไม่เอาเรื่องถึงไทเฮา เพราะถ้าเรื่องถึงหูไทเฮา…เจ้าคงไม่เหลือโอกาสได้กราบเท้าข้าเช่นนี้อีก”

พระสนมสือสะอื้นเบา ๆ ไหล่เปลือยเปล่าขาวผ่องสั่นระริก เนื้อเนียนตรงซอกคอปรากฏเส้นเอ็นตึงเป็นริ้ว ๆ บ่งบอกความอดกลั้นสุดขีด ทรวงอกใหญ่ยามนางก้มตัวยิ่งดูถมท้นอวบอัด อิ่มแน่นจนแทบจะทะลักออกจากขอบผ้าที่เหลืออยู่เพียงชั้นบาง

“แล้วไทเฮา…ท่านให้คนมาปิดล้อมวังตะวันออกหรือไม่” จ้าวอี้ถามเสียงต่ำ คล้ายคิดบัญชีอยู่ในอกแล้วทั้งหมด

“พวกมันมาถึงแล้วตอนข้าคุยกับนาง” เยี่ยนอ๋องตอบพลางยกมือขึ้นสะบัดเบา ๆ ให้นายทหารคนสนิทนำกำลังกระจายออกตรวจตราโดยรอบ “แต่ยังไม่กล้าลุยเข้ามา…รอสัญญาณอะไรบางอย่าง”

“สัญญาณจากหม่อมฉัน…” พระสนมสือเอ่ยเสียงพร่า น้ำเสียงเจือหัวเราะแห้ง ๆ “แต่พระองค์ก็เล่นละครเก่งจนหม่อมฉันหลงคิดว่าพระองค์เริ่มเคลิบเคลิ้ม”

หลินหว่านชิงได้ยินคำนี้ก็รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาอย่างประหลาด ภาพเมื่อครู่ราวกับถูกฝังลงในความทรงจำอย่างจงใจ ภาพเยี่ยนอ๋องยืนใกล้ชิดพระสนมสือ ฝ่ามือใหญ่เลื่อนแตะสายรัดรอบอกนางอย่างเชื่องช้า นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ เกี่ยวเชือกเส้นบางให้หลุดออก เนื้อผ้าที่ไหวตามแรงลมหายใจค่อย ๆ เผยอกอวบเปลือยเปล่าทีละน้อย จนเห็นหัวอกชูเด่นสะท้านไหว…

ใจหลินหว่านชิงเต้นแรงผิดจังหวะ พลันรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาที่แก้มทั้งสองข้าง มือนางกำชายกระโปรงแน่นจนผ้ายับย่น ภาพพระสนมสือแก้ผ้าล่อกษัตริย์กับแววตาของเยี่ยนอ๋องที่ดูนิ่งเหมือนน้ำแข็ง…กลับทำให้ในอกของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อยากปฏิเสธ

“กลับตำหนักเถิด” เยี่ยนอ๋องหันมามองหลินหว่านชิง น้ำเสียงพระองค์อ่อนลงอย่างน่าประหลาด “คืนนี้เจ้าเหนื่อยมามากพอแล้ว”

นางตาโตขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะถอนสายบัวอย่างงดงาม “หม่อมฉันขอติดตามไปส่งพระองค์ที่ตำหนักก่อนเพคะ”

จ้าวอี้มองทั้งคู่เงียบ ๆ ก่อนผงกศีรษะให้ทหารอีกสองนายคอยควบคุมพระสนมสือ ใบหน้าคมเข้มขององครักษ์หนุ่มเรียบตึง แต่ดวงตาทอประกายบางอย่างเมื่อมองไปยังหลินหว่านชิง คล้ายเจ็บปวดและชื่นชมปะปนกันกลืนอยู่ในใจ

เยี่ยนอ๋องพยักหน้าแล้วออกเดินนำ สองเท้าก้าวมั่นคงไปตามทางหินอ่อน แสงจันทร์เต็มดวงทอผ่านม่านเมฆบางราวกับเส้นไหมโปรยลงบนบ่าหลินหว่านชิงซึ่งเดินตามอยู่เบื้องหลัง ภาพเงาของทั้งคู่ทาบลงบนพื้นยาวเหยียด ใกล้กันเพียงเอื้อมมือ แต่กลับมีระยะห่างบางอย่างขวางกั้น

เมื่อถึงหน้าตำหนัก เยี่ยนอ๋องหยุดฝีเท้ากะทันหัน หลินหว่านชิงแทบจะชนแผ่นหลังกว้างของพระองค์ รีบก้าวถอยหลังก้าวหนึ่งด้วยหัวใจเต้นระส่ำ กลิ่นหอมของไม้จันทน์จากกายพระองค์ลอยคลุ้งโชยเข้าปลายจมูกอย่างไม่ให้ตั้งตัว

“เมื่อครู่…เจ้าโกรธ” เยี่ยนอ๋องตรัสเสียงทุ้ม ไม่หันมามองนาง

“หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ” หลินหว่านชิงตอบเสียงเรียบ หากทว่าริมฝีปากเม้มแน่นจนแทบขาว

“ปากบอกไม่โกรธ…แต่สายตาเมื่อกี้ของเจ้าอยากฟันนางให้ตายคาที่”

“พระองค์ทรงเห็นด้วยหรือเพคะ” นางเถียงกลับแทบจะทันที เรื่องไหวพริบฉับไวนี้เองที่เยี่ยนอ๋องโปรดนัก

ทรงหัวเราะในลำคอสั้น ๆ ก่อนก้าวขึ้นบันไดไปสองขั้นแล้วหยุด “หากเจ้าอยากรู้อะไร…มาถามข้า อย่าเก็บไว้จนนอนไม่หลับ”

หลินหว่านชิงยืนตัวแข็ง ทอดสายตามองพระองค์หายเข้าไปด้านในตำหนักแล้วก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ความร้อนผะผ่าวในอกไม่ยอมจางหาย ตรงกันข้ามกลับยิ่งลุกโชนขึ้นเมื่อนึกถึงถ้อยคำที่พระสนมสือท้าทายเอาไว้

“ดูเถอะ…ว่าคืนนี้เขาจะยอมลิ้มลองเรือนกายของข้า หรือจะผละกลับไปหาชายารองอย่างเจ้า…”

คำท้าเมื่อหัวค่ำยังดังแจ่มชัดในโสตประสาท บัดนี้หลินหว่านชิงได้คำตอบแล้วว่าพระองค์ไม่ลิ้มลองนาง…แต่หรือพระองค์จะกลับมาหานาง?

เท้าบางก้าวกลับเรือนของตนอย่างเชื่องช้า ริมสระบัวยามดึกน้ำนิ่งสงบ สายลมเย็นพัดมากระทบผิวหน้าร้อนผ่าว ภาพอกขาวอวบของพระสนมสือกับสายตาที่เย็นชาไร้อารมณ์ของเยี่ยนอ๋องผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนนางแทบอยากจะลงไปแช่น้ำในสระให้คลายร้อน

กลับถึงเรือนพักแล้วสาวใช้ส่วนตัวสองคนเข้ามาคอยดูแลถอดเครื่องประดับและจัดแจงชุดนอนให้ หลินหว่านชิงปลดผ้านุ่งชั้นนอกออกเหลือเพียงชุดบางเบาสีขาวขุ่น เนื้อผ้าบางเฉียบแนบทรวงอกอวบอิ่มและเอวคอดกิ่วจนเห็นส่วนโค้งเว้าชัดยามต้องแสงตะเกียง

“คุณชายรองเจ้าคะ…คืนนี้พระชายาจะแช่น้ำอุ่นก่อนบรรทมหรือไม่” สาวใช้เอ่ยถามเบา ๆ

“ข้าขออยู่เงียบ ๆ สักครู่” นางตอบ น้ำเสียงดูอ่อนล้าลึก ๆ

เมื่อสาวใช้ออกไปแล้ว หลินหว่านชิงเอนกายลงบนเตียงไม้แกะสลัก ดวงตากลมโตจ้องมองเพดานอย่างใช้ความคิด ภาพเหตุการณ์ในศาลายังคงเล่นซ้ำในหัวราวกับฝันร้ายซึ่งกลับมาพร้อมความรู้สึกเสียวแปลบปลาบกลางกายอย่างไม่คาดคิด มือบางค่อย ๆ กดลงบนหน้าอกตัวเองเบา ๆ รู้สึกถึงจังหวะหัวใจที่เต้นแรงและร้อนรุ่มผิดปกติ ยามพระสนมสือแอ่นอกใส่เยี่ยนอ๋อง…นางกลับจินตนาการว่ามีเรือนกายอีกแบบหนึ่งที่พระองค์จะจ้องมองเช่นนั้นบ้างหรือไม่

ความเงียบยามดึกถูกทำลายลงด้วยเสียงเคาะประตูเบา ๆ สองครั้ง

“ชายารองขอรับ” เสียงต่ำของจ้าวอี้ดังขึ้น “กระหม่อมจ้าวอี้…องค์รัชทายาททรงฝากของมาให้”

นางลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ปรับเสื้อคลุมบางให้ปิดทรวงอกแล้วเดินไปเปิดประตู ร่างสูงของจ้าวอี้ยืนเด่นอยู่หน้าเรือน แสงจันทร์กระทบใบหน้าคมคายอย่างที่นางไม่เคยสังเกตมาก่อน เขาส่งห่อผ้าสีน้ำเงินเข้มมาพร้อมช้อนใบหน้าเขามองสบตานางเพียงแวบเดียวก็หลุบต่ำ

“ทรงรับสั่งว่า…ชายารองคืนนี้คงนอนไม่หลับ ให้นำชาสงบจิตมาสักหม้อหนึ่ง”

มือทั้งสองแตะกันตอนรับห่อผ้าร้อน ๆ หลินหว่านชิงชะงักเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงไอร้อนและความนุ่มของมือหนาเนื้ออุ่นนั้น ใจหายวาบประหลาด แต่นางก็เก็บอาการรวดเร็ว

“ขอบใจเจ้ามากจ้าวอี้…ฝากกราบทูลพระองค์ด้วยว่า…ข้าขอบพระทัย”

“กระหม่อมจะกราบทูลให้” เขาก้มหน้า แต่น้ำเสียงกลับมีความลังเลบางอย่างแฝงอยู่ “หากคืนนี้…ชายารองไม่สะดวกใจจะอยู่เพียงลำพัง กระหม่อมยินดีอารักขาหน้าเรือน”

นางยิ้มน้อย ๆ ก่อนส่ายหน้า “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น”

จ้าวอี้พยักหน้ารับคำ ก่อนหมุนตัวก้าวจากไปสองก้าว แล้วหยุดเท้าโดยไม่หันกลับมา “สำหรับกระหม่อม…ชายารองคือคนที่เข้มแข็งที่สุดในวังแห่งนี้”

สิ้นคำนั้นร่างสูงก็หายลับเข้าไปในเงามุมเรือน หลินหว่านชิงปิดประตูช้า ๆ ทรุดกายลงนั่งบนเตียงอีกครั้ง ถ้วยชาร้อนส่งกลิ่นหอมละมุนเตะจมูก แต่ใจกลับว้าวุ่นยิ่งกว่าเดิม เพียงแค่พระองค์ส่งชามาให้…เหตุใดใจนางกลับเต้นแรงราวกับถูกลมพายุพัดผ่าน

นางค่อย ๆ รินชาลงถ้วยเล็ก ชิมอ่อน ๆ ความขมปลายลิ้นตามด้วยหวานจาง ๆ ในลำคอ คล้ายความสัมพันธ์ระหว่างนางกับพระองค์…ขมและหวานปนกันจนยากจะคาดเดา

ก่อนจะวางถ้วยลง นางก็เหลือบเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในผิวชาใสภายในถ้วย สองแก้มแดงเรื่อ มือบางมันไหวระริก ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววามอย่างที่ไม่เคยเห็นในวันที่นางมาถึงรั้ววังครั้งแรก

คน ๆ นี้…ใช่หลินหว่านชิงที่แม่สั่งให้เข้มแข็งและไม่ปริปากเรื่องหัวใจอยู่เสมอจริงหรือ

รุ่งเช้ามาถึงพร้อมแสงสลัวสีทองอ่อนห่มคลุมตำหนักตะวันออก หลินหว่านชิงตื่นขึ้นมาหนักอึ้งทั้งที่เมื่อคืนบรรทมไปเพียงงีบเดียว เริ่มจากเสียงฝีเท้าทหารนอกกำแพงดังขวักไขว่ สาวใช้บอกว่าเช้านี้มีรับสั่งให้ตรวจสอบกำลังรปภารรอบวังตะวันออกใหม่ทั้งหมด เมื่อนางเดินไปยังห้องโถงด้านหน้า กลับพบเยี่ยนอ๋องยืนหันหลังให้ ลมพัดชายเสื้อคลุมสีดำปักมังกรทองให้ปลิวว่อน สง่างามดังเทพยามอรุณ

“บรรทมหลับหรือไม่” ทรงหันกลับมาถามโดยมิได้ถามทุกข์สุขอื่นใดก่อน

“แทบไม่ได้หลับเพคะ…แต่เพราะเหตุใดพระองค์ไม่ถามว่า…หม่อมฉันดูหน้าตาเป็นอย่างไร” นางตอบยิ้ม ๆ กลบเกลื่อนความประหม่าด้วยกระบวนวาจาอย่างเคย

เยี่ยนอ๋องมองหน้านางลึก ๆ ก่อนแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อยอย่างพอพระทัยกับคำยียวน “วันนี้เจ้าจะได้ย้ายไปอยู่เรือนใกล้เรือนข้า”

คำนี้ทำให้หลินหว่านชิงนิ่งงันไปชั่วขณะ สายตาจ้องมองพระองค์อย่างลืมตัว “…เพคะ?”

“คืนนี้ไทเฮาจะส่งคนมาค้นวังตะวันออกด้วยข้อหามียาต้องห้ามเตรียมปลงพระชนม์รัชทายาท ข้าต้องการให้เจ้าอยู่ในจุดที่ข้าคุ้มครองถึงตัว”

ถ้อยคำนั้นบอกเล่าเหมือนไม่ทุกข์ร้อน ทว่าความหมายอัดแน่นด้วยอันตรายและความใกล้ชิดที่มากขึ้นหลายเท่า หลินหว่านชิงกลืนน้ำลายลงคอ ดังหนึ่งเรือนกายของนางลอยอยู่ในพายุอำนาจซึ่งพร้อมจะบดขยี้ทิ้งได้ทุกเมื่อ

“และหากเกิดเหตุร้ายขึ้นจริง…” นางเอ่ยเสียงแผ่ว หากสายตากลับมั่นคง “หม่อมฉันพร้อมอยู่เคียงข้างพระองค์เสมอ”

แววเนตรเย็นชาของเยี่ยนอ๋องชะงัก เบื้องหน้านี้มีเพียงเงาของหญิงงามยืนต้านลมกรรโชก ผมยาวสลวยปลิวปรกแก้มแดงเรื่อ แสงอรุณลูบไล้ทรวงอกอิ่มใต้ผ้าแพรบางให้ดูโดดเด่นเกินจะถอนสายตา ทรงเม้มพระโอษฐ์แน่นเพื่อสะกดหัวใจที่ไหววูบอันตรายลงลึก จากนั้นจึงตรัสสั้น ๆ

“เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเที่ยง”

เมื่อเยี่ยนอ๋องผละไป หลินหว่านชิงยังคงยืนนิ่ง มือบางแตะลงบนแผ่นอกเบื้องซ้าย ปล่อยลมร้อนออกช้า ๆ ราวกับไม่อยากให้หัวใจดวงเล็ก ๆ เต้นแรงจนใครได้ยิน

แต่ในวังหลวง…แม้แต่เสียงหัวใจยังเป็นอาวุธให้ศัตรูได้เสมอ

— จบตอนที่ 7/16 — โปรดติดตามตอนที่ 8 ต่อไป
⏰ ตอนต่อไป: 04/09 12:02 น.
ตอนที่ 8

แสงเทียนในตำหนักชิวซิ่วริบหรี่ กวัดแกว่งไปตามแรงลมยามค่ำที่ลอดเข้ามาทางบานหน้าต่างไม้แกะสลักลายมังกรห้าเล็บ เยี่ยนอ๋องไม่ได้เอ่ยวาจาใดอีกเลยนับจากก้าวพ้นธรณีประตูห้องบรรทมส่วนพระองค์ พระหัตถ์ข้างหนึ่งยังคงรั้งข้อมือบางของหลินหว่านชิงไว้แน่นราวกับกลัวนางจะอันตรธานหายไปกับความมืด

ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมยาวสีดำทองหยุดยืนกลางห้อง ทิ้งระยะห่างเพียงคืบจากร่างบางในอาภรณ์สีแดงเข้มของชายารอง เครื่องประดับทองบนมวยผมของนางสะท้อนแสงเทียนเป็นประกายวิบวับ ทรวงอกภายใต้เสื้อชั้นในแนบเนื้อกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรงจากหัวใจที่เต้นแรงไม่แพ้กัน

“ในเมื่อหม่อมฉันพูดความจริงไปหมดแล้ว ใต้เท้าก็ยังจะมองหม่อมฉันเป็นเพียงเครื่องมือของพระสนมสืออยู่อีกหรือเพคะ” หลินหว่านชิงเอ่ยตัดความเงียบ น้ำเสียงเจือความน้อยเนื้อแต่มั่นคง ดวงตากลมโตเหลือบขึ้นสบสายตาคมกริบของอีกฝ่าย

เยี่ยนอ๋องเลิกคิ้วบางราวกับแปลกใจในความกล้าหาญของนาง นิ้วเรียวปลดสายคาดเอวชุดคลุมของตนออกอย่างเชื่องช้า ไม่ตอบคำถาม ปล่อยให้เสื้อตัวนอกหลุดร่วงลงแทบพื้น สภาพใต้เสื้อเป็นเพียงเสื้อชั้นในบางเบาสีขาวนวลที่เผยให้เห็นเค้าโครงอกกว้างและเนินบ่าหนาแน่นไปด้วยพละกำลัง

“ถ้าข้าจะบอกว่า… ข้าเคยคิดจะใช้เจ้าเหมือนกัน” เขาเอ่ยเสียงต่ำพร่า “แล้วตอนนี้ข้าไม่อยากใช้เจ้าอีกต่อไป”

ว่าจบก็สาวเท้าเข้าประชิดร่างบาง มือใหญ่เลื่อนขึ้นเกี่ยวปลายคางนางให้แหงนขึ้นรับสายตา กลิ่นหอมดอกตานเซียจากเรือนร่างของนางโชยแตะปลายจมูก ชวนให้ใจที่ตั้งมั่นสั่นคลอน

หลินหว่านชิงหัวใจเต้นโครมคราม รู้สึกถึงปลายนิ้วอุ่นร้อนที่ไล้จากปลายคางลงมาถึงซอกคอขาวเนียน “เช่นนั้น… ตอนนี้ใต้เท้าต้องการสิ่งใดจากหม่อมฉัน”

“ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะเต็มใจเพียงใด” เยี่ยนอ๋องก้มลงกระซิบข้างใบหู ลมหายใจร้อนกรุ่นปะทะผิวบางจนนางขนลุกซู่ “หรือจะถอยหนีอย่างคราวก่อน”

สองแก้มของนางร้อนผ่าว ภาพเหตุการณ์ที่ตัวเองเคยถูกรั้งเข้าไปใกล้ชิดเขาในคืนพายุยังติดตาอยู่ไม่จาง แต่ครานี้ต่างออกไป นางไม่ปรารถนาจะถอยแม้เพียงก้าวเดียว

“หม่อมฉันมิเคยคิดถอย” หลินหว่านชิงตอบเสียงแผ่ว แต่หนักแน่นพอให้อีกฝ่ายซึมซับใจความได้หมด

เพียงเท่านั้น เยี่ยนอ๋องก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นประคองใบหน้าของนางไว้ราวกับไข่มุกล้ำค่า ก้มลงประกบริมฝีปากโดยไม่ให้โอกาสได้ทันตั้งตัว จูบร้อนแรงดุดันแต่แฝงความโหยหา ความแข็งแกร่งของริมฝีปากบางเฉียบสอดประสานกับความนุ่มอิ่มของปากนางอย่างลงตัว ลิ้นร้อนรุกไล่เข้าไปตักตวงความหวานจนร่างบางอ่อนระทวยต้องเกาะอกกว้างของเขาไว้

เรือนร่างงามระหงของนางถูกดันให้แผ่นหลังแนบกับเสาเตียงไม้จันทน์แดง เย็นยะเยือกสลับกับร้อนผ่าวจากผิวกายชายหนุ่ม นิ้วเรียวคลายปมเสื้อชั้นกลางของนางออกทีละเม็ดอย่างใจเย็นน่ารำคาญ ตั้งแต่ซอกคอระหงไล่ลงมาถึงร่องอกอวบอิ่มที่ถูกรั้งไว้ด้วยผ้าแถบสีแดงปักดิ้นทอง

“เสื้อของชายารองช่างถอดยากเสียจริง” เขาครางต่ำ ลากปลายลิ้นจากติ่งหูลงมาถึงซอกคอขาว สูดกลิ่นกายหอมกรุ่นจนรู้สึกได้ถึงความแข็งขององคชาตใต้เนื้อผ้าหนาขึ้นทุกขณะ

“เช่นนั้นก็อย่าถอดเลยเพคะ” หลินหว่านชิงเอ่ยประชดอย่างลืมตัว ใบหน้าแดงระเรื่อ หายใจระรัวเมื่อเรียวลิ้นอุ่นชื้นแตะลงบนไหปลาร้าที่ลาดสวย

“ปากดีนัก” เยี่ยนอ๋องแค่นหัวเราะในลำคอ มือข้างหนึ่งเลื่อนลงบีบคลึงบั้นเอวคอดแล้วเคลื่อนสู่สะโพกผายที่อบอุ่นใต้ผ้านุ่ง แรงบีบนั้นทั้งเจ็บและเสียวจนนางเผลอครางหวานออกมาอย่างไม่อาจห้าม

ชายหนุ่มผลักผ้าแถบสีแดงรัดอกของนางลงช้าๆ เผยให้เห็นทรวงอกอวบอิ่มนวลเนียน ยอดอกสีชมพูจัดตั้งชันเป็นตุ่มแข็งราวเมล็ดพุทรา สายตาเขาเข้มขึ้น ดั่งหิวกระหาย

“เจ้าช่างงดงามเกินกว่าผู้ใดจะต้านทาน” เสียงพร่านั้นเต็มไปด้วยไฟปรารถนา มือใหญ่ครอบเต้าอวบข้างหนึ่งนวดบีบอย่างย่ามใจ ปลายนิ้วหยอกเย้าเม็ดยอดอกจนนางสะดุ้งเสียว

หลินหว่านชิงตอบโต้ด้วยการทิ้งน้ำหนักกายแนบชิดเขา เปิดทางให้มือร้อนเลื่อนลงมาถึงหน้าท้องแบนราบของตน ลมหายใจขาดห้วงเมื่อปลายนิ้วเขาสอดลอดขอบเอวผ้านุ่งลงไปสัมผัสกลุ่มขนบางนุ่มระหว่างง่ามขา

“ตรงนี้…” เขาพึมพำพลางกดปลายนิ้ววนรอบเม็ดเนื้อแข็งซ่อนอยู่บนเนินเนื้อนุ่ม “เจ้าก็พร้อมให้ข้าแล้วสินะ”

นางเบิกตากว้าง ก่อนจะหลับตาปี๋เมื่อนิ้วเรียวยาวนั้นดันแทรกเข้าสู่ร่องเนื้ออุ่นชื้นแฉะด้านใน ร่องที่เพิ่งถูกหยอกล้อจนน้ำรักซึมเยิ้มออกมาเคลือบนิ้วของเขามันวาว ความคับแน่นของผนังภายในรัดรัดนิ้วเป็นจังหวะ พลางยกสะโพกหนีอย่างเสียวสุดจะทานทน

“เสียว… เสียวมากเพคะ อยู่นิ่งก่อน…” นางครวญกระเส่า มือบางคว้าแผงอกกว้างของชายหนุ่มไว้แน่น แต่ก็ไม่วายถูกเขาเพิ่มจังหวะนิ้วให้เร็วขึ้นอีก น้ำรักไหลเยิ้มเปื้อนง่ามมือและซอกขาเนียนเป็นทาง

เยี่ยนอ๋องถอนนิ้วออกช้าๆ แล้วยกขึ้นเสียเบาๆ ต่อหน้าต่อตานาง ก่อนลากเลียริมฝีปากเข้มอย่างพอใจในรสหวาน

“รสของเจ้า ช่างคุ้มค่าให้ข้าอดกลั้นมานานหลายเดือน”

เขารั้งร่างนางลงนอนบนเตียงกว้าง ลดกายคร่อม ปลดผ้านุ่งออกจากสะโพกผายของนางจนกายงามเปลือยเปล่าไร้สิ่งปิดบัง แสงเทียนวูบวาบทาบทาไปตามผิวขาวเนียนดุจหยกเนื้อดี ส่วนเสื้อชั้นในของตนก็ถูกเขาสลัดทิ้งอย่างไม่ใยดี เผยให้เห็นร่างกายกำยำ สันกล้ามท้องชัดเจนลากลงมาถึงแนวขอบเอวที่ซ่อนแท่งองคชาตซึ่งขยายเต็มความยาวจนเห็นรอยนูนปูดโปนใต้ผ้านุ่งสีดำ

หลินหว่านชิงมองร่างเหนือกายด้วยหัวใจเต้นแรง ทั้งอายทั้งตื่นเต้นจนต้องเบือนหน้าหนี แต่สองมือยังไม่วายขยุ้มผ้าปูปลายที่จะขาด

“มองหน้าข้า” เขาสั่งเสียงเข้ม น้ำเสียงดุดันแต่แฝงความอ่อนโยน “เมื่อเจ้าจ้องตาเขม็งใส่พระสนมสือ เจ้ายังกล้า ใยต้องหลบตาข้าด้วยเล่า”

ด้วยความน้อยใจและความรักประหลาดที่เกิดขึ้นในอก ทำให้นางค่อยๆ ปรายตากลับมามองเขาเต็มตา ครู่นั้นเองเขาก็ปลดผ้านุ่งของตนออก แท่งควยใหญ่ยาวแข็งขืนผงาดชี้ขึ้นรับกับสายตานาง ปลายหัวสีแดงคล้ำมันวาวด้วยน้ำเมือกใสเล็กน้อยที่ซึมออกมา เส้นเลือดสีเขียวพาดผ่านลำควยเป็นทางนูน ดูลำพองน่าเกรงขามยิ่งนัก

“ใหญ่… กว่าที่หม่อมฉันเคยจินตนาการ” หลินหว่านชิงเอ่ยเสียงแหบพร่า น่าเอ็นดูจนเยี่ยนอ๋องหัวเราะเบาในลำคอ

“แล้วเจ้าเคยจินตนาการถึงมันบ้างหรือ”

“ไม่เคย” นางตอบเสียงพร่า สารภาพอย่างไม่อาย “แต่ตอนนี้หลับตาก็นึกเห็นแต่ใต้เท้า”

เยี่ยนอ๋องก้มลงประทับจูบหน้าผากนางเบาๆ ก่อนใช้หัวควยใหญ่คลึงวนกับแคมน้องสาวที่บวมตุ่ยชุ่มเยิ้มเพื่อปลุกให้ถึงจุดเริ่มต้นของความเสียว ความร้อนผ่าวแล่นพุ่งขึ้นกลางอกจนนางร้องครางยาว ขาสองข้างที่เกร็งค้างถูกเขาจับแยกออกกว้าง เผยอหีโหนกนูนขึ้นรับหัวควยอย่างพอดี

“ข้าจะเข้าหา… อย่างช้าๆ” เขาเอ่ยเสียงต่ำ นิ้วโป้งกดวนเม็ดผ่ามซึ่งบวมแดงแข็งชูชันอยู่บนเนินพู่เนื้อเนียน จนร่างบางสะดุ้งและแอ่นอกงามขึ้นรับแรงปรารถนา

หัวควยหนาๆ เริ่มดันแทรกผ่านกลีบเนื้อค่อยๆ สอดเข้าไปทีละน้อย ร่องรักที่หลั่งชุ่มชื้นรับท่อนแก่นเนื้อไว้ไม่ยากเย็นนัก แต่ความแน่นเป็นปลอกถักแน่นราวกับปิดทางเข้า จนเยี่ยนอ๋องต้องครางเสียงพร่าออกจากอก

“แน่นนัก… เจ้าช่างรัดข้าเสียยิ่งกว่าเชือกใยไหม”

“เจ็บ… เจ็บเพคะ…” หลินหว่านชิงพึมพำพลางบีบไหล่เขาเป็นจังหวะเดียวกับที่ความเสียววาบแล่นขึ้นตามแนวแกนกลางลำตัว ผนังภายในรัดรัดพาทุกการสอดใส่ให้รู้สึกทุกช่องทางของเส้นเลือดบนแท่งควย

เขารั้งเอวเธอไว้ไม่ให้ดิ้นหนี ค่อยๆ ขยับสอดลึกขึ้นทีละองศา กระทั่งหัวควยกระแทกถึงจุดอ่อนในสุด ภาพตรงหน้าเบื้องล่างเป็นอหีสีชมพูเข้มที่มีน้ำรักไหลเป็นฟองขาวพันรอบโคนควย น่าอนาจารแต่ชวนเสียวซ่าน

“เสียว… ตรงนั้น… ใต้เท้าอย่าขยับแรง… มันเสียวจนจะขาดใจ…” นางละเมอเสียงสั่น ขาทั้งสองพาดขึ้นโอบเอวเขา อุ้งมือบางบีบแผ่นหลังแข็งแรงที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

“แต่เจ้าก็ไม่ให้ข้าหยุดมิใช่หรือ” เขาสวนกลับ แล้วเริ่มขยับเข่าและสะโพกเป็นจังหวะเข้าออกชวนใจเต้น แรกนั้นช้าแต่หนักหน่วงกระแทกจนอกอวบกระเพื่อมตามแรง ก่อนขยับรัวเร็วขึ้นราวกับเมามัน ท่อนแก่นเนื้อเสียดสีภายในจนน้ำรักแตกฟองดังจ๊วบๆ ก้องทั่วห้องบรรทม

“อื้อ… ว้าย… ใต้เท้า… มัน… มันถึงสุดแล้ว… อย่าเอาแต่ชนตรงนั้น… มันเสียวจนจะทนไม่ไหวเพคะ” ใบหน้าหวานซีดเซียวด้วยความเคลิบเคลิ้ม สะโพกงามแอ่นสู้ทุกการโถมแทงอย่างอัตโนมัติ แขนขาเกาะเกี่ยวร่างชายหนุ่มแน่นไม่ยอมปล่อย

เยี่ยนอ๋องซุกหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น สะโพกของเขาเคลื่อนด้วยจังหวะเกรี้ยวกราดเพิ่มขึ้นทุกครา เสียงเตียงไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเดียวกับเสียงเนื้อกระทบกันสนั่นไม่ยั้ง

“บอกข้าสิว่าตอนที่เจ้าอยู่ในศาลาสระบัว เห็นข้าอยู่กับอีนางนั้นแล้ว เจ้าคิดเช่นไร” เขากระซิบข้างใบหู เสียงทุ้มพร่าราวกับคนเมารัก ปลายลิ้นดุนดันใบหูจนร่างใต้กายเกร็ง

“หม่อมฉัน… หม่อมฉันโกรธ… และ… เงี่ยนจนเจ็บไปหมดทั้งกายเพคะ” นางตอบระหว่างเสียงครางสะอื้น น้ำตาแห่งความเสียวไหลรินตรงหางตา

คำตอบนั้นทำให้ผู้ฟังยิ่งรุดรั้งสะโพกเร็วกระหน่ำ จนหญิงสาวหลุดเสียงหวีดร้องเมื่อหัวควยใหญ่โขลกอยู่กับจุดเสียวตรงผนังด้านใน ก่อนทั้งหมดจะมลายกลายเป็นอาการเกร็งสะท้าน น้ำรักพุ่งทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก ร่างบางแอ่นโค้งขึ้นรับทุกการกระแทกครั้งสุดท้าย

เยี่ยนอ๋องอยู่ในสติสุดท้ายก่อนจะถอนท่อนแก่นเนื้อออกมาชักรัวสองสามครั้ง แล้วปลดปล่อยน้ำรักสีข้นขาวพุ่งกระเซ็นเปรอะหน้าท้องและอกอวบของนางเป็นสายยาว ร่องรอยของมันไหลย้อนลงซอกสะดือราวกับแร่เงินหลอมเหลว

ทั้งคู่นอนหอบหายใจอยู่เคียงกันเป็นนาน ท่อนแขนแข็งแรงดึงร่างปลิวบางเข้ามากอดแนบอก ก่อนเอ่ยเสียงเบาจนเกือบเหมือนแผ่วหายไปในความมืด

“นับจากนี้ เจ้าคือคนของข้าแต่เพียงผู้เดียว”

หลินหว่านชิงเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลงด้วยความขวยเขินและหัวใจพองโต ระหว่างนั้นเองเสียงคนเดินยามนอกตำหนักก็ดังเป็นจังหวะ นำพาความมืดอีกระลอกมาแทนที่แสงเทียนที่มอดดับลงทีละเล่ม

ครั้นรุ่งเช้า อากาศยังหม่นด้วยหมอกหนา องครักษ์จ้าวอี้มาถึงหน้าห้องบรรทมพร้อมรายงานลับจากสายสืบในวังตะวันตก ถ้อยความในนั้นมีเพียงไม่กี่ตัวอักษร แต่เมื่อเยี่ยนอ๋องเปิดอ่านในมือกลับนิ่งแข็ง สายตาคมเข้มจดจ้องรายงานชิ้นนั้นไม่วางตา

หลินหว่านชิงสังเกตได้ว่าบรรยากาศรอบกายเขาเปลี่ยนไปทันควัน ก่อนชายหนุ่มจะหันมาสบตานางแวบหนึ่งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความเย็นยะเยือก

“ไทเฮามิได้เพียงต้องการแค่ให้ข้าหลงกลพระสนมสือ”

นางชะงักมือที่กำลังจัดซึงผม “เช่นนั้น… ท่านหญิงพระองค์นั้นต้องการอะไรเพคะ”

เยี่ยนอ๋องไม่ตอบ กลับยื่นกระดาษแผ่นบางเก่าเหลืองในมือมานาง ผู้หญิงอ่านเพียงสองบรรทัด โลหิตทั้งร่างก็ราวกับกลายเป็นน้ำแข็ง

“แผนยึดตราราชโองการ…” หลินหว่านชิงพึมพำด้วยความตกตะลึง “แล้วเหตุใด… ไทเฮาต้องเสด็จมาออกคำสั่งด้วยพระองค์เอง”

“เพราะในตรานั้นมีสิ่งที่ซ่อนอยู่” เยี่ยนอ๋องพึมพำ “สิ่งที่แม้แต่ข้าก็ไม่เคยล่วงรู้มาก่อน”

ครู่เดียวองครักษ์จ้าวอี้ก็ทรุดลงคุกเข่ารายงานต่อ “เหนือหัว ข้าน้อยพบอีกอย่างหนึ่งกลางห้องตำราลับใต้หอจันทร์ทมิฬ เป็นกล่องไม้หอมบรรจุลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้สวรรคตแล้ว”

คำว่าหอจันทร์ทมิฬแล่นเข้าสู่โสตของหลินหว่านชิงราวกับถูกเข็มทิ่มแทง นางกำปลายนิ้วแน่น แววตาลุกวาวด้วยความร้อนรุ่มและพิศวง

“ใต้เท้าเคยตรัสว่า สถานแห่งนั้นโดนผนึกปิดตายมาเนิ่นนานแล้วมิใช่หรือเพคะ”

“แต่มีผู้เปิดมันเข้าไป” จ้าวอี้ก้มหน้า “และทิ้งรอยเท้าเป็นของฝ่ายตะวันตกไว้เต็มพื้น”

เยี่ยนอ๋องกวาดตามองทั้งสองคนก่อนหมุนกายไปริมหน้าต่าง พระหัตถ์บีบขอบไม้แน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดนูนขึ้น

“ในเมื่อพวกมันเริ่มเคลื่อนหมาก… ข้าก็จะเล่นหมากตัวที่พวกมันคาดไม่ถึง”

เขาหันกลับมา เปลวตาคมกริบปักเป้าที่หลินหว่านชิง “คืนนี้ เจ้าต้องทำตามที่ข้าบอกทุกอย่าง”

นางยืดตัวตรง ดวงตาตาเรียวนิ่งแต่ภายในร้อนรุ่มด้วยไฟของนักสู้ “หม่อมฉันมิเคยขัดคำสั่งใต้เท้าเพคะ”

ทว่าริมฝีปากจ้าวอี้ที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับเม้มแน่น ดวงตาคู่คมเหลือบมองทั้งสองสลับกัน ก่อนจะทับถมบ้างานไว้ภายใต้กำมือที่กำดาบจนขึ้นเอ็น

ค่ำคืนนั้นเอง หลังกฎมืดในวังตะวันตกซ่อนกลิ่นกำยานแปลกประหลาดที่ลอยคลุ้งมาตามลมจากเรือนพักของพระสนมสือ และมีร่างเงาลึกลับในชุดดำลอดผ่านกำแพงวังชั้นในไปยังหอจันทร์ทมิฬที่ทุกคนเชื่อว่าไร้ผู้กล้ำกราย

ที่แท้ประตูหอใหญ่ถูกยันต์ผนึกหลอกตาไว้หลายชั้น จารึกอักษรโบราณเรืองแสงขึ้นทุกครั้งเมื่อมีผู้แตะ จนกระทั่งเงาดำตัวหนึ่งหยุดอยู่หน้าชั้นเก็บกล่องไม้ต้องพระทัย

นิ้วเรียวสวมแหวนหยกกริ่งจะยกฝาครอบกล่องไม้หอมขึ้น แต่ทันใดนั้นเองเสียงหัวเราะเบาเย็นยะเยือกก็ดังมาจากมุมมืด

“ไม่ได้พบกันนานจนจำหน้าไม่ได้เชียวหรือ ท่านพระสนมสือ”

แสงตะเกียงทองจ้าพุ่งขึ้นกลางหอ เผยให้เห็นเยี่ยนอ๋องยืนกอดอกพิงเสาไม้โบราณ ดวงตาเย็นชาจ้องมองร่างบางในชุดดำที่มีผ้าชุลมุนบังหน้าไว้มิดชิด แต่ช่วงเอวคอดกิ่วและกลิ่นกายติดเผือกหอมนั้น ไม่มีผู้ใดเลียนแบบได้นอกเสียจากพระสนมเอก

ร่างนั้นชะงักค้างก่อนจะหัวเราะร่วนในลำคอและค่อยๆ ดึงผ้าปิดหน้าออก เผยใบหน้างามเย็นสะคราญดุจต้องมนต์กลางแสงไฟ

“เยี่ยนอ๋องช่างคิดไกลยิ่งนัก… ถึงกับวางกับดักหลอกข้าได้ถึงเพียงนี้”

“มิใช่ข้าที่หลอก” เยี่ยนอ๋องยิ้มเย็น “แต่เป็นชายารองของข้าที่ทำให้เจ้าเชื่อว่าข้าอ่อนข้อ คิดจะถ่วงให้เจ้าตายใจ”

“แล้วบัดนี้องค์ชายจะทำอะไรข้าได้เล่า” พระสนมสือก้าวถอยหลังช้าๆ มือซ้ายค่อยเลื่อนแตะแหวนเม็ดเขียวที่สวมอยู่

“ข้าจะรู้ความจริงทั้งหมดจากปากเจ้า”

ทว่ายังไม่ทันขยับองค์ออกไป ประตูหอก็เปิดผางพร้อมด้วยแสงคบเพลิงวูบไหว หลินหว่านชิงก้าวเข้ามาในชุดชายารองสีครามปักทองใบหน้าคมปลายดุจดาบหลังจัดชุด

“ความจริงข้อแรกที่ท่านควรรู้คือ… พระสนมสือไม่เคยเป็นคนของเจ้าที่แท้จริง” นางเอ่ยเสียงใสแต่หนักแน่น “มีเงาปกปักษ์อีกสายหนึ่งแอบอยู่หลังบัลลังก์ และมันก็กำลังรอให้ทั้งสองฝ่ายฆ่ากันเอง”

สีหน้าของทั้งเยี่ยนอ๋องและพระสนมสือเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงจ้าวอี้ตะโกนมาจากหน้าหอ ก่อนม่านกำแพงด้านทิศเหนือจะแตกกระจายเป็นช่องกว้าง และกลุ่มนักสู้มากมายในชุดเกราะดำทะมึนหลั่งเข้ามาราวกับผึ้งแตกรัง

ท่ามกลางฝุ่นควันคลุ้งโขมงนั้นเอง เงาร่างสูงเพรียวของผู้บัญชาการกลุ่มนักสู้ก็ค่อยๆ ก้าวเผยออกมา ดวงตาคมโฉบเฉี่ยวจ้องตรงมาที่หลินหว่านชิงแล้วคลี่ยิ้ม

“น้องหญิง หลายปีที่จากกัน… เจ้าไปเป็นคนขององค์ชายเขาได้อย่างไร”

เสียงอึกทึกครืนสั่นสะเทือนไปทั่วอาณาเขตพระราชวังฝั่งตะวันตก ราวกับนี่เพิ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนชิงอำนาจซ่อนเงื่อนอำมหิตที่ถูกลากยาวมานานหลายสิบปี

— จบตอนที่ 8/16 — โปรดติดตามตอนที่ 9 ต่อไป
⏰ ตอนต่อไป: 05/09 05:55 น.
×