เรื่องเสียว บอล กับเงื่อนไขที่ลานกีฬา | ThaiXTale

บอล กับเงื่อนไขที่ลานกีฬา

🔤 ขนาดตัวหนังสือ:
💬 LINE𝕏
📖 คุณกำลังอ่าน: เรื่องเสียว 18+ หมวดหมู่ เล่าประสบการณ์เรื่องเสียว เรื่องเล่าบน ThaiXTale

จนถึงวันนี้ผมก็ยังนึกไม่ถึงว่าการไปลงชื่อเตะฟุตบอลเย็นวันเสาร์ จะแบ่งชีวิตที่เรียบเฉียบของผมออกเป็นช่วงก่อนกับหลัง ตอนนั้นผมยี่สิบหก ย้ายมาประจำบริษัทแถวบางนาได้แค่สามเดือน ยังไม่มีเพื่อนสนิท ไม่มีร้านประจำ และไม่มีใครโทรหาหลังเลิกงาน นอกจากกลุ่มคนที่นัดกันเตะทุกเสาร์บ่ายแก่ๆ บนสนามหญ้าข้างมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง

วันนั้นแดดคล้อยจนเงาต้นไม้ยืดยาว ลมเย็นเริ่มแทรกขึ้นมาจากคลองเล็กหลังสนาม แต่พื้นหญ้ายังอบความร้อนไว้ใต้ฝ่าเท้า ผมวิ่งเหยาะตามพวกพี่ๆ ในทีม เหงื่อซึมตามขอบคอเสื้อ เรามีกันสิบกว่าคน แบ่งสองฝั่งแบบกันเอง พี่โต้งหัวหน้าทีมเดินแนะนำหน้าใหม่ให้รู้จักทีละคน บางใบหน้าผมเคยเห็นผ่านๆ บางใบหน้าเพิ่งเดินเข้ามาในชีวิตเย็นวันนั้นเอง

จังหวะที่เขาตบบ่าผมแรงๆ แล้วหันไปทางริมสนาม ผมก็เหลือบตามองตามนิ้วชี้ของเขา

“บอล นี่พี่นุช เพื่อนพี่ วันนี้มาเฝ้าผัวลงสนาม” พี่โต้งหัวเราะในลำคอ “ไปทักเค้าหน่อย อย่ายืนแข็งเป็นเด็กใหม่”

ผู้หญิงคนนั้นนั่งบนผ้าใบสีเทาข้างสนาม ตัวเล็กกว่าที่ผมคาดไว้เมื่อเห็นแต่ไกล ผิวขาวจนตัดกับแสงเย็นอย่างชัด สวมชุดวอร์มสีชมพูอ่อนที่ดูนุ่มกว่าอากาศรอบตัว ผมเกล้ามวยหลวม มีปอยหลุดแปะแก้ม ดวงตาคมเหมือนตัดเส้นขอบของทุกอย่างที่มอง และมุมปากยกขึ้นเพียงนิด ราวกับกำลังขบเรื่องขำที่ยังไม่ยอมบอกใคร

อายุเธอราวสามสิบห้าถึงสามสิบแปด เป็นความสวยของผู้หญิงที่ผ่านวัยยี่สิบมาแล้ว ความนิ่งในท่าทางทำให้ชุดวอร์มธรรมดาดูมีน้ำหนัก เธอนั่งพับเข่าเรียบร้อย แต่ช่วงอกและสะโพกใต้ผ้าบางบอกว่าเธอไม่ได้บางแบน

“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้

เธอไม่ได้ไหว้ตอบ เพียงพยักหน้าช้าๆ แล้วยิ้มมุมปากแบบคนที่รู้มากกว่าที่พูด รอยยิ้มนั้นแล่นลงไปถึงข้อเท้าผมโดยไม่มีเหตุผล ขาที่เมื่อครู่ยังวิ่งคล่องอยู่ๆ ก็อ่อนลงครู่หนึ่ง พอกลับไปยืนตำแหน่งกองหลัง ผิวระหว่างสะบักยังร้อนราวกับมีสายตาคู่นั้นวางทาบอยู่

เกมดำเนินไปได้ประมาณสิบนาที ตัวผมอยู่บนสนาม แต่ใจค้างอยู่ที่ผ้าใบผืนนั้น ทุกครั้งที่ได้จังหวะเหลือบมอง เธอก็ยังนั่งนิ่ง สบตาผมเพียงเสี้ยววินาทีแล้วหันไปทางอื่น เหมือนจงใจให้ผมเป็นฝ่ายกระสับกระส่าย

แล้วจังหวะนั้นก็มา กองหน้าฝั่งตรงข้ามเลี้ยงตัดเข้าใน ผมเข้าแย่งได้ก่อน ลากบอลชิดเส้น พี่โต้งตะโกนเรียกแล้วเปิดยาวมาให้ ผมเกี่ยวด้วยหน้าเท้า ตั้งตัวจะเปิดเข้ากลาง

แต่ข้อเท้าหมุนเกินกว่าที่ตั้งใจ ลูกบอลบิดเอียง หลุดโค้งออกไปนอกเส้นอย่างแรง

“เบี่ยงแล้ว! ระวังข้างสนาม!”

เสียงเตือนมาช้ากว่าลูกที่พุ่งเข้าใส่กลุ่มคนริมเส้น ผมหันขวับ ผู้หญิงในชุดชมพูที่เมื่อครู่ยังนั่งอยู่ลุกขึ้นครึ่งตัว ฝ่ามือกุมหน้าอกด้านซ้าย ไหล่หด ปากเผยอเหมือนลมหายใจถูกตัดกลางทาง

ผมวิ่งเข้าไปทั้งที่ขาอ่อนจากความตกใจ “โทษทีครับ โดนแรงไหมครับ”

เธอส่ายหน้า ยังก้มอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับต้องรวบสติก่อนกล้าเงย แล้วสายตาคู่นั้นก็ยกขึ้นมาจับผมตรงๆ ในระยะที่ใกล้กว่าทุกครั้ง แววในดวงตานั้นร้อน นิ่ง และเปิดเผยจนขนที่ท้ายทอยผมลุกตั้ง

“ไม่เป็นไรหรอก น้อง” เสียงเธอแหบกว่าตอนที่ยิ้มให้เมื่อครู่ มือยังไม่คลายจากหน้าอก “โต้ง! พี่กลับก่อนนะ วันนี้เมื่อยเต็มที นั่งดูต่อไม่ไหวแล้ว” เธอตะโกนข้ามสนามโดยไม่เหลียวหาสามีให้ชัด หยิบกระเป๋าขึ้นพาดแขน แล้วเดินจากไปตามทางดินริมรั้ว

ผมยืนมองแผ่นหลังชุดชมพูจางไปจนพ้นมุมป้อมยาม กว่าจะได้สติ เกมก็เดินต่อโดยไม่มีใครรอคนทำพลาด หลังจากนั้นสมาธิผมแตกเป็นเสี่ยง เกือบเสียประตูให้ฝั่งตรงข้ามถึงสองครั้ง เพราะภาพมือเธอกุมหน้าอกกับเสียงแหบสั้นๆ ยังค้างอยู่ในหัว

พอหมดเวลา พี่โต้งเดินมาขณะผมกำลังยัดสตั๊ดใส่ถุง “เสาร์หน้ามาตรงเวลานะบอล” ผมพยักหน้า เขายิ้มแล้วกระซิบเติมเหมือนเรื่องขำระหว่างเพื่อน “พี่นุชฝากทักหน่อย บอกว่าน้องบอลเตะทีไรก็จำได้ติดตา สงสัยเมื่อกี้โดนเข้าเต็มๆ จนยังแสบอยู่เลย” เขาตบไหล่ผมแรงจนตัวเซ แล้วหัวเราะเดินจากไปก่อน

คืนวันเสาร์ผมกินข้าวกล่องไม่ลง กินได้ไม่กี่คำก็ปิดฝาทิ้ง ห้องพักแถวบางนาเงียบ มีแต่เสียงแอร์กับนาฬิกาแขวนผนัง ผมนอนหงายอยู่บนเตียง ย้อนภาพนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่าที่เธอยืน ก้มหน้า กุมหน้าอก ก่อนจะเงยมาสบตาด้วยแววที่ยังไม่มีชื่อเรียก เสียงแหบ และรอยยิ้มบางๆ ตอนยกมือลาโดยไม่ได้หันมาเต็มตัว

ยิ่งพยายามไล่ภาพออก ผิวก็ยิ่งร้อน หลังเท้าที่เมื่อยจากการวิ่งกลับสั่นระริกด้วยความตื่นอีกแบบ ผมไม่รู้ตัวว่ามือล่วงลงไปใต้กางเกงนอนตั้งแต่เมื่อไร รู้ตัวอีกทีก็กำลังกำองคชาตที่ตั้งชันไว้แน่น นิ้วเลื่อนขึ้นลงช้าๆ ตามจินตนาการว่าปากเธออาจแตะตรงนั้น แล้วปล่อยให้ความร้อนพุ่งออกมาจนผ้าปูเปียกเป็นดวง โดยที่ยังไม่กล้าเอ่ยชื่อเธอออกมาดังๆ

เช้าวันอาทิตย์ผมไปทำงานพิเศษที่ร้านคอมพิวเตอร์ย่านสยามตามปกติ มือจัดของได้ ปากตอบลูกค้าได้ แต่หัวลอยค้างอยู่ที่สนามหญ้า พอเย็น ผมกลับมาทิ้งตัวบนโซฟา โทรศัพท์สั่นด้วยเบอร์ที่ไม่มีชื่อบันทึก

“น้องบอลใช่ไหมคะ” เสียงผู้หญิงปลายสายนุ่ม แต่ไม่ยอมให้คนฟังชะล่าใจ “พี่นุชค่ะ พี่ขอโทษที่ไปขอเบอร์จากโต้งมาเอง แต่มีเรื่องต้องคุยกับน้องตรงๆ สักหน่อย”

ผมนั่งตัวตรงทันที “ครับ พี่นุช มีอะไรให้ช่วยไหมครับ” ลิ้นเกือบพลั้งเรียกเธอว่าเจ๊ตามที่พี่โต้งใช้ หัวใจเต้นผิดจังหวะจนได้ยินในหูตัวเอง

“ไม่ต้องเรียกเจ๊ก็ได้” เธอบอกเรียบๆ “พี่นุชพอแล้ว สิ่งที่พี่จะพูด มันไม่ควรค้างอยู่ในสาย ถ้าน้องว่าง พรุ่งนี้มาเจอพี่ได้ไหม”

น้ำเสียงไม่ได้อ้อน และไม่ได้ตะคอก มีแต่น้ำหนักของคนที่รู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ปฏิเสธ ผมกลืนน้ำลาย “ที่ไหนครับ”

“สนามเดิม วันจันทร์ ห้าโมงเย็น มุมที่มีต้นโพธิ์ใหญ่ พี่รอตรงนั้น” เธอวางสายก่อนที่ผมจะได้ถามแม้แต่คำว่านานแค่ไหน

วันจันทร์ทั้งวันผมนั่งจ้องจอเหมือนคนทำงาน ทั้งที่ตัวอักษรไม่ยอมเรียงเป็นความหมาย สี่โมงครึ่งผมลุกไปบอกหัวหน้าว่าเวียนหัว ขอกลับก่อน แล้วขึ้นแท็กซี่ตรงไปยังสนาม โดยที่ยังไม่ทันคิดว่าจะพูดประโยคแรกอย่างไร

เธอนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ตามนัดจริงๆ วันนี้ไม่มีชุดวอร์ม กระโปรงยาวสีน้ำตาลจับจีบคลุมถึงข้อเท้า เสื้อคอกลมสีครีมเรียบสนิท แต่ช่วงอกกับสะโพกที่อวบพอดีทำให้เงาของเธอบนพื้นหญ้าดูนุ่มและชัดในแสงเย็น ผมเดินเข้าไปช้ากว่าที่หัวใจต้องการ แล้วยกมือไหว้

“มานั่งนี่” เธอตบพื้นหญ้าแห้งข้างตัว เสียงหวานกว่าในโทรศัพท์ ผมทรุดลงห่างเธอราวหนึ่งช่วงแขน กลิ่นสบู่จางๆ ปนกับกลิ่นหญ้าที่โดนแดดทั้งวันลอยมาแตะจมูก

เธอหันมาจับตาผมตรงๆ “พี่ไม่ได้เรียกน้องมาเพราะเรื่องลูกบอลวันเสาร์” ประโยคแรกก็ตัดข้ออ้างที่ผมเตรียมไว้ทิ้งหมด “พี่สังเกตน้องมาหลายเสาร์แล้ว ทุกครั้งที่ตามมาดูคนที่สนาม น้องไม่ใช่ใบหน้าแปลกหน้าสำหรับพี่อีกต่อไป”

ผมทำได้แค่อ้าปากค้าง

“น้องมองพี่” เธอเอียงคอเล็กน้อย ปอยผมหลุดลงมาแตะลำคอ “แต่พอพี่เหลือบไป น้องก็รีบหันหนี แล้วพี่ก็เห็นน้องนั่งผูกเชือกรองเท้าช้ากว่าคนทั้งทีม ยืดขาช้ากว่าที่จำเป็น ราวกับอยากให้สายตาพี่ค้างอยู่บนตัวน้องนานอีกนิด”

สายตาเธอเลื่อนลงมาที่กางเกงยีนส์ของผมเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนจะกลับขึ้นมาที่หน้า “พูดตรงๆ ได้ไหม ในใจน้องมันร้อนเพราะพี่ ใช่หรือไม่ใช่”

คำถามนั้นตรงจนเลือดในขมับผมร้อนผ่าว ความอายกับความอยากวิ่งสวนกันในอกจนแยกไม่ออก ปากผมพูดก่อนที่ความคิดจะตามทัน “ใช่ครับ”

เธอยิ้มกว้างขึ้นจนเห็นฟันขาวเรียง สีหน้าคลายเหมือนคนที่รอคำตอบนี้มานาน “งั้นตามพี่มา” ฝ่ามือเธอคว้ามือผมไว้ อุ่นและแน่นกว่าที่ท่าทางเรียบร้อยบ่งไว้ “หลังสนามมีห้องเช่าเก่าของลูกพี่ลูกน้องพี่ ว่างอยู่ พี่จะพาไปที่นั่น แต่น้องต้องรับเงื่อนไขของพี่ก่อน”

ผมกำมือเธอไว้ ทั้งที่รู้ว่านิ้วตัวเองสั่น “เงื่อนไขอะไรครับ”

“สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนั้น จบในห้องนั้น” เธอพูดช้า น้ำเสียงต่ำลง “ไม่มีใครที่สนามต้องรู้ ไม่มีคำถามเรื่องผัวพี่ ไม่มีการตามหาพี่ในวันอื่น และถ้าน้องเดินเข้าไปกับพี่ น้องต้องยอมให้พี่เป็นคนเริ่ม” เธอชะงักครู่หนึ่ง แววตาอ่อนลงเพียงนิดก่อนจะกลับมาคมเหมือนเดิม “ถ้าน้องรับได้ ค่อยก้าวตามมา”

คำตอบอยู่ในพยักหน้าของผมก่อนที่เหตุผลจะทันได้ค้าน เธอลุกขึ้น แล้วเราเดินเลาะทางคอนกรีตข้างสนาม ผ่านกองอุปกรณ์เก่า ผ่านห้องเก็บของที่บานเหล็กเป็นสนิม ไปจนถึงตึกแถวสองชั้นสีอ่อนซีดที่ท้ายซอย แสงเย็นทำให้ปูนดูเก่ากว่าที่เป็น

เธอไขกุญแจประตูเหล็กดัด ดันบานไม้ข้างในออก ห้องไม่ใหญ่ไปกว่าสี่คูณสี่ มีพัดลมตั้งพื้นตัวเก่า เตียงเดี่ยวปูผ้าสีจาง และม่านน้ำตาลที่กรองแสงจนทุกอย่างในห้องดูอุ่นและลับตา

“นั่งก่อน” เธอชี้เตียง แล้วเดินกลับไปปิดประตู ลงกลอนดังกริ๊ก เสียงนั้นทำให้ลมหายใจผมสะดุด เหมือนมีมือมากดไว้ที่หน้าอก

ตอนเธอหันกลับมา ผมเห็นนิ้วที่กำลังจะแตะกระดุมเสื้อสั่นอยู่เล็กน้อย ความมั่นจากใต้ต้นโพธิ์ไม่ได้หายไปหมด มันแค่บางลงจนเผยให้เห็นว่าเธอก็ตื่นเหมือนกัน เธอปลดกระดุมทีละเม็ด ผ้าสีครีมแยกออกตามแนวอก แล้วหลุดจากบ่าลงกองที่พื้น เผยยกทรงลูกไม้สีขาวที่รัดหน้าอกอวบกลมไว้พอดีมือ

เธอหันหลังให้ผม ยกมือไปปลดตะขอ แผ่นหลังขาวเนียนโค้งตามลมหายใจ สายลูกไม้คลาย แล้วเสื้อชั้นในก็ร่วงลงไปกองกับเสื้อ แนวกระดูกสันหลังของเธอเป็นเส้นบางจากต้นคอลงไปถึงเอวคอด ผมสูดหายใจลึกจนได้กลิ่นผ้าเก่าของห้อง มือทั้งสองข้างกำผ้าปูเตียงไว้แน่น

เมื่อเธอหันมา ร่างท่อนบนเปลือยต่อหน้าผมทั้งห้อง หน้าอกขยับตามหายใจ หัวนมสีชมพูอ่อนตั้งชัน อาจเป็นเพราะลมจากพัดลม หรือเพราะความตื่นที่เธอพยายามกลั้น เธอยังไม่ถอดกระโปรง เดินมาหยุดระหว่างเข่าผม แล้วค่อยๆ ย่อตัวลงคุกเข่าบนพื้น

“อย่าเพิ่งขยับ” เสียงเธอแผ่วจนเกือบกลืนกับเสียงพัดลม “ปล่อยให้พี่จัดการ” นิ้วที่สั่นอยู่เมื่อครู่เลื่อนมาที่กระดุมกางเกงยีนส์ของผม ปลดออกทีละเม็ด แล้วค่อยๆ รูดซิปลง ผมเงยหน้ามองเพดานที่มีรอยด่าง ยอมให้เธอทำตามคำที่ตัวเธอเป็นคนตั้งไว้

เธอดึงทั้งกางเกงยีนส์และผ้าในลงมาพร้อมกัน องคชาตของผมที่แข็งตึงมาตั้งแต่ใต้ต้นโพธิ์ก็ผงาดออกต่อหน้าเธอ เธอไม่ได้รีบ แค่มองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังทบทวนว่าตัวเองเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แล้วค่อยโน้มหน้าเข้ามา ปลายลิ้นอุ่นแตะที่หัวเพียงเบาๆ

ผมสะดุ้งทั้งตัว ความเสียวแล่นจากจุดนั้นลงไปตามต้นขาจนถึงปลายเท้า เธอใช้น้ำลายทำให้ทุกอย่างลื่น แล้วคลุมด้วยริมฝีปากอุ่น ดูดช้า เลียเป็นวงรอบสันนูน ก่อนจะค่อยๆ กลืนลึกขึ้นจนผมได้ยินเสียงลมหายใจของเธอทางจมูก ตาหลุบ มือจับโคนไว้แน่น ครู่หนึ่งเธอชะงัก เหมือนความลึกนั้นเกินกว่าที่ใจกล้าไว้ แล้วก็ถอยออกมาเลียต่ออย่างระมัดระวัง

เสียงเปียกเบาๆ ดังในห้องแคบจนชัดกว่าเสียงหัวใจตัวเอง เธอตั้งใจมาก เหมือนคนกำลังทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง และในความตั้งใจนั้นผมสัมผัสได้ว่าเธอกำลังข่มบางอย่างไว้ไม่ให้แตก ผมอยากเอื้อมไปจับมวยผมของเธอ แต่ยังจำเงื่อนไขได้ว่าคืนนี้เธอเป็นคนเริ่ม มือผมจึงกำผ้าปูไว้แทน

พอความเสียวไต่ขึ้นมาใกล้เกินกว่าที่ผมอยากให้จบลงเร็ว ผมแตะไหล่เธอ “พอครับ… เดี๋ยวพี่”

เธอเงยหน้าขึ้น สายตาอ่านยาก ริมฝีปากยังวาว ผมกลืนน้ำลายแล้วพูดต่อด้วยเสียงที่แหบเอง “ถอดที่เหลือออก แล้วนอนลงได้ไหมครับ”

เธอทำตามโดยไม่ถาม กระโปรงและผ้าชั้นในถูกปลดวางไว้ที่ปลายเตียง เรานอนหันหน้าเข้าหากันบนที่นอนแคบ ผิวเธอร้อนผิดกับลมในห้อง องคชาตของผมแนบกับร่องอุ่นชื้นของเธอ ไรขนนุ่มเปียกติดผิว ผมลูบไล้ต้นขาด้านในช้าๆ จนเธอบีบนิ้วเท้า แล้วสอดนิ้วเข้าไปในช่องทางที่บีบและคลายสลับกัน ข้างในนุ่ม ร้อน และแฉะจนนิ้วผมลื่น

เธอสะดุ้ง กัดริมฝีปากตัวเองจนซีด “พี่…” เสียงขาดเป็นคำเดียว

“พี่ต้องการเหมือนกันใช่ไหม” ผมถามใกล้หูเธอ เธอพยักหน้าหงึกๆ โดยไม่ยอมสบตา แก้มร้อนผ่าว ผมดึงนิ้วออก ประคองตัวเองที่ปากทาง แล้วค่อยๆ สอดเข้าไปช้าจนได้ยินลมหายใจเธอสะดุดทุกท่อนที่เคลื่อนลึก

ผมมองลงไปเห็นเนื้อของตัวเองค่อยๆ จมหายเข้าไปในกลีบสีชมพูที่แฉะจนเป็นประกาย เธอหุบเข่าแล้วก็ผายออก รับความลึกนั้นด้วยหายใจที่ขาดเป็นท่อน ข้างในเธอแคบ ร้อน และชื้นจนรัดผมตั้งแต่ปลายถึงโคน เธอครางต่ำในลำคอ เสียงนั้นไม่ดัง แต่สั่นถึงกระดูกหน้าอกผม

ผมขยับสะโพกเข้าออกอย่างช้าในตอนแรก มองใบหน้าที่เม้มปากแน่น ขนตาเปียก มือหนึ่งกำผ้าปู อีกข้างเกาะไหล่ผม เมื่อจังหวะของเราเริ่มลงล็อก ผมกระแทกแรงขึ้น เสียงเนื้อกระทบเนื้อเป็นช่วงสม่ำเสมอในห้องที่ไม่มีใครได้ยินนอกจากพัดลม

เธอคว้าหมอนข้างมากัดไว้ กลั้นเสียงร้องทั้งที่ลำตัวบิดรับทุกครั้งที่ผมส่งเข้าไปสุด ต้นขาหนีบเอวผมแล้วก็คลาย แล้วหนีบใหม่ ราวกับร่างกายตัดสินใจแทนปากที่ยังไม่ยอมพูด ผมก้มจูบที่ขมับเธอ เร่งจังหวะเมื่อรู้ว่าเธอเริ่มเกร็ง ภายในบีบเป็นระลอก เธอตัวแข็งทื่อครู่หนึ่ง แผ่นหลังโก่ง เสียงที่หลุดจากหมอนเป็นแค่ลมหายใจหักๆ

แล้วผมก็ปล่อยตัวเองจนหมดในความร้อนชื้นนั้น เหนียว ลึก และยาวกว่าที่ผมเคยรู้สึกกับใคร ความอุ่นของน้ำที่ผมให้เธอแผ่กลับมาที่โคน เธอสั่นตามอีกสองสามครั้งก่อนจะคลายกำหมอน

หลังจากนั้นเรานอนนิ่งเคียงกัน ห้องมืดลงอีกนิด เหลือเสียงใบพัดลมกับลมหายใจสองคนที่ยังไม่ยอมเข้าจังหวะเดิม เหงื่อที่หลังเธอเย็นลงเมื่อโดนลม ผมรออยู่ในความเงียบนั้น คิดว่าบางประโยคอาจตามมาหลังความเงียบ

เธอเพียงกระซิบ “ลุกไปเถอะ พี่ไปส่งน้องถึงปากซอย พรุ่งนี้ทุกอย่างต้องกลับไปเหมือนเดิม” แล้วเก็บเสื้อผ้าด้วยท่าทางเรียบเหมือนคนที่เพิ่งเข้าห้องน้ำมา ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีสายตาค้าง ไม่มีการย้อนไปแตะสิ่งที่เมื่อครู่ยังรัดผมอยู่ข้างใน

ตั้งแต่นั้นผมก็ไม่เห็นเธอที่ริมสนามอีก เสาร์ถัดไปผ้าใบมุมเดิมว่าง เสาร์ต่อมาก็ว่าง บางทีเธออาย บางทีสิ่งที่เธอต้องการจากผมจบลงแล้วในห้องสี่คูณสี่หลังนั้น ผมเองก็ไม่ได้กล้าถามพี่โต้งแม้แต่คำเดียว

สิ่งที่ติดอยู่ในหัวคือความรู้ว่าคนเราพร้อมจะก้าวข้ามเส้นที่ตัวเองขีดไว้ ถ้าจังหวะและเหตุผลมาบรรจบกันพอดี และบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายเลือก กลับเป็นสิ่งที่เลือกเรามานานก่อนที่เราจะพยักหน้า

ผมเลิกไปเตะที่สนามนั้น หรือไม่ก็เปลี่ยนวันจนไม่ชนกับใครในแก๊งเดิม กระนั้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงลูกบอลกระทบพื้นรองเท้า ที่ไหนก็ตาม ภาพเธอในชุดวอร์มสีชมพูอ่อนก็ย้อนกลับมา ยืนตรงมุมสนามด้วยสีหน้าเรียบ ราวกับนัดของเรายังค้างอยู่ที่ใดสักแห่ง ทั้งที่ความจริงมันถูกทิ้งไว้กับกลิ่นผ้าม่านเก่าและเสียงกลอนประตู

ผมเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น โดยไม่เอาไปโอ้อวด และไม่เอาไปลงโทษตัวเองทุกคืน เงื่อนไขของเธอสอนผมว่าความต้องการของผู้ชายถูกผูกกับจังหวะ ความลับ และคำที่ยอมรับออกไปเพียงคำเดียวได้เสมอ บางคนมีเงื่อนไขอยู่ในใจแต่ไม่กล้าเอ่ย บางคนเอ่ยได้แล้วก็เดินจากไป โดยไม่ขอให้ใครแบกความหมายนั้นต่อ

ผ่านไปราวเดือนกว่า ผมเดินกลับจากซื้อข้าวเย็นที่ปากซอย ไฟหน้าร้านสะดวกซื้อสว่างจ้าเกินจำเป็น แล้วผมก็เห็นเธอยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างตู้กดน้ำ ในชุดสูทสีดำที่ทำให้ตัวเล็กของเธอดูคมขึ้น ผมชะลอเท้า คิดจะเดินผ่านไปเงียบๆ

แต่เธอหันมาก่อน ยิ้มบางเหมือนคนพบคนรู้จักธรรมดา “หายไปจากสนามเสียนาน”

“ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ออกกำลัง” ผมตอบ ทั้งที่ความจริงคือผมหลบ

เธอพยักหน้า แล้วมองผมด้วยแววเดิมที่ผมจำได้แม้จะพยายามลืม สายตานั้นไม่ได้ถามว่าเราเคยทำอะไรกัน มันถามแค่ว่ายังต้องการอีกหรือไม่

“คืนนี้ยังพอมีเวลาให้พี่ไหม” เสียงเธอเรียบเหมือนถามเรื่องอากาศ

คราวนี้ผมไม่ต้องชั่งเงื่อนไขใดๆ อีก พยักหน้าครั้งเดียว เธอไม่ได้ยิ้มกว้าง เพียงยื่นกุญแจห้องมาวางบนฝ่ามือผม “กุญแจนี่ น้องไปเปิดห้องรอ พี่เก็บของเสร็จแล้วจะตามไป” โลหะกุญแจเย็น แต่ฝ่ามือผมร้อนทันที ความตื่นที่แล่นขึ้นคือความรู้ว่าเธอต้องการเรื่องนี้อีกครั้ง และคราวนี้เธอไม่ต้องสร้างข้ออ้างจากลูกบอลหรือจากนัดใต้ต้นโพธิ์

คืนนั้นห้องเดิมดูเล็กกว่าที่จำได้ พอเธอเข้ามา กลอนลงดังกริ๊กเหมือนครั้งก่อน แต่ไม่มีมือที่สั่น ไม่มีประโยคตั้งเงื่อนไข เราสูญเสียคำพูดไปตั้งแต่สายตาสบกันที่ปากซอย เสื้อผ้าถูกปลดทิ้งไว้คนละมุมเตียง

ผมเข้าหาเธอแรงกว่าครั้งแรก เพราะรู้แล้วว่าร่างเธอรับผมอย่างไร และรู้ว่ารอบนี้เธอไม่ต้องการความช้าเพื่อกลั้นใจ เธอคว่ำหน้ากอดหมอน แผ่นหลังโก่งรับทุกจังหวะ เสียงเนื้อดังหนักและถี่ในห้องที่ม่านปิดสนิท น้ำหล่อลื่นทำให้ทุกครั้งที่สอดลึกเกิดเสียงเปียกชัดเจน

ผมก้มปากไปที่หูเธอ กระซิบคำที่ปกติไม่เคยหลุดจากปากตัวเอง “พี่แฉะมาก รัดจนถอนไม่ออก” แล้วกระแทกให้จังหวะถัดไปหนักกว่าคำที่เพิ่งพูด เธอครางออกมาดังกว่าทุกครั้งที่เคยกลั้นไว้ได้ สะโพกดันกลับมาหาผมเอง เล็บขูดผ้าปูจนย่นเป็นร่อง

พอแขนผมเริ่มสั่น ผมประคองเธอให้หันมา นั่งคร่อมบนตัก เอวบางๆ ขยับขึ้นลงจนหัวนมไหวตามจังหวะ เธอก้มหน้ามากัดไหล่ผมไว้แทนหมอน เล็บจิกหลัง ภายในบีบเป็นระยะ เหมือนจะบีบให้ทุกอย่างจบและยังไม่ยอมจบ ผมประคองก้นเธอช่วยยก แล้วดึงลงมารับความลึกจนเธอหลุดเสียงขาดจากลำคอ

เราพลิกกันอีกครั้งโดยแทบไม่พูด ขาเธอพาดบ่าผม ผมส่งสะโพกเข้าไปจนเตียงโยกตามขอบผนัง เธอหลับตา ปากอ้าค้าง เสียงที่หลุดออกมาไม่เป็นคำ แค่ความเสียวที่เธอเลิกปกปิด ผมมองหน้าเธอในแสงม่าน เห็นคนละคนกับผู้หญิงที่นั่งเรียบร้อยบนผ้าใบริมสนาม

ตอนที่เธอเกร็งจัด ลำตัวโค้งขึ้นจากเตียง ผมก็ปล่อยความร้อนทั้งหมดเข้าไปในตัวเธออีกครั้ง ความอุ่นแผ่ในท้องน้อยทั้งคู่จนไม่มีใครขยับต่อได้ เรานอนแผ่อยู่บนเตียงแคบ เหงื่อเย็น หัวใจยังทุ้ม เพดานด่างหมุนช้าๆ ในสายตาผม

เธอเป็นฝ่ายพูดก่อน เมื่อลมหายใจกลับมาเป็นประโยคได้ “พี่อาจไม่เจอน้องอีก”

เธอหันหลังให้ เสียงเรียบ ไม่มีน้ำตา “งานพี่ย้ายไปต่างจังหวัดแล้ว”

ผมไม่ได้ถามว่าจังหวัดไหน ไม่ได้ถามว่าเมื่อไร และไม่ได้ถามว่าสิ่งที่เราทำจะถูกเรียกว่าอะไร รู้ดีว่านี่คือวิธีบอกลาของเธอ เข้ามาเงียบ ออกไปเงียบ ไม่ทิ้งปมให้คนที่เหลือต้องแก้

เช้าวันนั้นเธอไปก่อนที่ผมจะลืมตา กุญแจวางบนโต๊ะตัวเล็กข้างพัดลม ผ้าปูยับ กลิ่นตัวเธอยังติดหมอน ผมตื่นขึ้นมาพร้อมความแข็งที่ไร้ที่ไป และความว่างที่กว้างกว่าห้องทั้งห้อง

บางความสัมพันธ์ไม่ได้ต้องการชื่อ บางคนเดินเข้ามาเติมส่วนที่ร่างกายกับความเงียบเหงาเว้าอยู่ แล้วก็เดินออกเมื่อส่วนนั้นเต็มชั่วคราว ผมรับเงื่อนไขของเธอใต้ต้นโพธิ์ เดินตามเธอเข้าห้องเช่า และใช้คืนสุดท้ายไปกับความอยากโดยไม่มีคำอื่นคั่น

ทุกวันนี้ผมไปวิ่งที่ลานใหม่ที่ไม่มีใครในแก๊งเดิมรู้จัก บางครั้งระหว่างจังหวะฝีเท้า ผมยังเห็นภาพเธอยืนรอตรงมุมสนามเก่าด้วยสีหน้าเรียบสนิท แล้วก็ขอบคุณเธอในใจโดยไม่มีทางส่งคำนั้นถึงตัว การปล่อยให้คนคนหนึ่งจากไปโดยไม่วิ่งตาม คือความเสียวอีกชนิดหนึ่งที่ไม่มีเสียงเนื้อกระทบกัน มีเพียงความโล่งที่ทำให้วันถัดไปเดินต่อได้ โดยไม่ต้องแบกคำอธิบายที่ไม่เคยถูกขอไว้บนบ่า